ActivityPub Viewer

A small tool to view real-world ActivityPub objects as JSON! Enter a URL or username from Mastodon or a similar service below, and we'll send a request with the right Accept header to the server to view the underlying object.

Open in browser →
{ "@context": "https://www.w3.org/ns/activitystreams", "type": "OrderedCollectionPage", "orderedItems": [ { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654772538642446", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "Picture Of War <br />Russia-Ukraine 2022.<br /><a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=UkraineRussiaWar\" title=\"#UkraineRussiaWar\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#UkraineRussiaWar</a> ", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1346654772538642446", "published": "2022-03-05T01:25:16+00:00", "source": { "content": "Picture Of War \nRussia-Ukraine 2022.\n#UkraineRussiaWar ", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654772538642446/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654507982917641", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "<br />Picture Of War <br />Russia-Ukraine 2022.<br /><a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=UkraineRussiaWar\" title=\"#UkraineRussiaWar\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#UkraineRussiaWar</a> ", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1346654507982917641", "published": "2022-03-05T01:24:13+00:00", "source": { "content": "\nPicture Of War \nRussia-Ukraine 2022.\n#UkraineRussiaWar ", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654507982917641/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654224682848260", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "<br />Picture Of War <br />Russia-Ukraine 2022.<br /><a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=UkraineRussiaWar\" title=\"#UkraineRussiaWar\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#UkraineRussiaWar</a> ", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1346654224682848260", "published": "2022-03-05T01:23:06+00:00", "source": { "content": "\nPicture Of War \nRussia-Ukraine 2022.\n#UkraineRussiaWar ", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654224682848260/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654045523152909", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "Picture Of War <br />Russia-Ukraine 2022.<br /><a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=UkraineRussiaWar\" title=\"#UkraineRussiaWar\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#UkraineRussiaWar</a> ", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1346654045523152909", "published": "2022-03-05T01:22:23+00:00", "source": { "content": "Picture Of War \nRussia-Ukraine 2022.\n#UkraineRussiaWar ", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346654045523152909/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346653897904623617", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "Picture Of War <br />Russia-Ukraine 2022.<br /><a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=UkraineRussiaWar\" title=\"#UkraineRussiaWar\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#UkraineRussiaWar</a> ", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1346653897904623617", "published": "2022-03-05T01:21:48+00:00", "source": { "content": "Picture Of War \nRussia-Ukraine 2022.\n#UkraineRussiaWar ", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346653897904623617/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346653805277614088", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "Picture Of War <br />Russia-Ukraine 2022.<br /><a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=UkraineRussiaWar\" title=\"#UkraineRussiaWar\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#UkraineRussiaWar</a> ", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1346653805277614088", "published": "2022-03-05T01:21:26+00:00", "source": { "content": "Picture Of War \nRussia-Ukraine 2022.\n#UkraineRussiaWar ", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1346653805277614088/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1342540827322224658", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "เปิดโปงการเงินโลก >>มันจะริ่มขึ้นก็ตอนที่พวกนักการเมืองเริ่มพูดว่า\"กาคะแนนให้ผม แล้วผมจะทำให้ รัฐบาลจัดหาสิ้งต่างๆทีเป็นของฟรีให้กับคุณมากขึ้น มากกว่าคู่แข่งทางการเมืองอื่นที่จะให้คุณได้>><br /><br />ท่านกำลังจะได้รู้ เรื่องหนึ่งที่เป็นความลับ ที่สำคุญที่สุด ในประวัติศาสตร์โลก มันเป็นความลับอย่างหนึ่ง ที่มีผลกระทบอย่างมหาศาลกับทุกๆคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ คนเกือบทั้งหมดจะรู้สักได้ว่า มันมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องในระบบเศรษฐกิจ แต่มีบางคนที่รู้ว่ามันคืออะไร วันที่แล้วๆมาก็เป็นเหมือนกับครอบครัวอื่นๆที่จะอยู่รอดได้ ก็ต้องอาศัยเช็คเงินเดือนหนึ่งใบ ในทุกๆวันก็ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆไม่สามารถจะควบคุมได้อีกต่อไป แต่ก็ยังมีหนึ่งคน ในจำนวนล้านๆคน ที่ไม่รู้ว่าทำไม ท่านกำลังจะได้ค้นพบ ตัวระบบที่ต้องรับผิดชอบมาที่สุด สำหรับความไม่เท่าเทียมในโลกของเราทุกวันนี้ ผู้มีอำนาจต่างๆ ไม่เตยอยากจะบอกให้คุณรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และรบบแบบนี้ ถูกเก็บซ่อนไว้ที่จุดสูงสุด ในห่วงโซ่อาหารทางการเงิน ที่มีมาหลายร้อยปี การเรียนรู้เรื่องนี้ จะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไป เพราะมันจะเปลี่ยนทางเลือกของคุณ ในสิ่งที่คุณกำลังจำทำ ถ้ามีผู้คนจำนวนมากพอ ที่ได้รู้เก่ี่ยวกับมัน มันจะเปลี่ยนโลกได้ เพราะมันจะไปเปลี่ยนที่ตัวระบบ สำหรับเรื่องนี้คือ ความลับสุดยอดที่ถูกซ่อนไว้ในเงินตรา <br /><br /> ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ในมนุษย์มาก่อนที่การปล้นมากมายขนาดนี้ โดยคนไม่กี่คน และมันทำสำเร็จได้ด้วย วิธีการแบบนี้คือการต้มตุ๋นที่ใหญ่ที่สุดในประศาสตร์แห่งมนุษยชาติ (ใน 7 ขั้นตอน) พวกเขามักพูดว่าต้นไม่ไม่ได้ออกลูกมาเป็นเงิน แต่ความจริงคือ ในระบบการธนาคารสมัยใหม่สามารถเนรมิตเงินตราได้มาก และเร็วกว่าต้นไม้ที่จะออกผลมาได้ ผู้คนเกือนทั้งหมดไม่รู้เลยว่าเงินนั้นสร้างขึ้นมาได้อย่างไร พวกนักเศรษฐศาสตร์และพวกนายธนาคารมักชอบทำดูยุ่งยาก ทำให้ประชาชนไม่อาจจะเช้าใจมันได้ แต่ผมกำลังจะเปิด สิ่งที่ปิดบังระบบการเงินของพวกเขา เพื่อให้เห็นถึงแก่นแท้ของพวกมัน ดังนั้นคุณจะได้เห็นแล่ห์เหลี่ยมทีอยู่หลังฉากและมันทำกับคุณได้อย่างไร <br /><br />ในทุกๆสังคมในสมัยนี้ มันสร้างเงินขึ้นมาด้วยวิธีการที่เหมือนๆกันเกือบทั้งหมด(ขั้นที่1ทุกรัฐบาลพอใจกับการสร้างหนี้) ตั้งแต่สกุลเงินดอลล่าได้กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนของโลก ผมจะขอใช้ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง มันจะริ่มขึ้นก็ตอนที่พวกนักการเมืองพูดว่า\"กาคะแนนให้ผม แล้วผมจะทำให้ รัฐบาลจัดหาสิ้งต่างๆทีเป็นของฟรีให้กับคุณมากขึ้น มากกว่าคู่แข่งทางการเมืองอื่นที่จะให้ได้ แต่มันไม่เคยมีอะไร ที่จะไได้มาฟรีๆอย่างนั้น ดังนั้นในการจัดเตรียมสิ่งที่ว่าจะได้มาฟรีๆพวกนักการเมืองก็จะต้องลงคะแนนเสียงให้กับประเทศ ที่จะต้องจ่ายเงินให้มากขึ้น ให้มากกว่าตัวที่เป็นรายได้ ตรงนี้เรียกว่า งบประมาณเกินดุล (ตั้งงบรายจ่ายที่มากกว่ารายรับ นี้คือการเป็นหนี้) เพื่อที่จะจ่าย งยที่เกินดุลอย่างนั้นได้กระทรวงการคลังก็ต้องยืมเงินเข้ามา ด้วยการออกพันธบัตร(Bond.)(พันธบัตรก็คือสัญญาแห่งการเป็นหนี้) <br /><br />แล้วพันธบัตรคืออะไรล่ะ ? ถ้าคุณได้คิดเกี่ยวกับมันมันคือพันธบัตรที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากการยินยอมที่จะเป็นหนี้ มันแค่กระดาษเท่านั้น กับจำนวนตัวเลขที่พิมย์ลงไป ที่มันเขียนว่าไว่ว่า\".ให้ฉันยืมเงินหนึ่งล้านล้านดอลล่าในวันนี้ แล้วฉันสัญญาในระยะเวลา 10 ปี ฉันจะจ่ายเงินคืนให้กับคุณ หนึ่งล้านล้านดอลล่าพร้อมดอกเบี้ย \"แต่สิ่งที่คุณจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ ว่าตัวพันธบัตรการคลัง(สัญญาขอกู้เงิน)คือการเป็นหนี้ของประเทศ การสมยอมการเป็นหนี้อย่างนี้ จะต้องถูกจ่ายคืนโดยคุณกับผมและลูกหลานของพวกเรา โดยผ่านการจ้ายเป็นตังภาษีในอนาคต ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจำหน่ยพันธบัตรออกมามันเป็นการขโมยทรัพย์สินในอนาคตออกไป ฉะนั้นมันถึงมีเงินให้ใช้มากในวันนี้และหลังจากนั้นกระทรวงการคลังก็ทำการประมูลขายแล้วพวกธนาคารใหญ่ๆของโลก ก็ออกมาซื้อใบหนี้ของประเทศเราเอาไปทั้งหมดแล้วทำกำไรจากการคิดดดอกเบี้ย คุณจะสังเกตุเห็นได้เอง ที่เราเข้าไปอยู่ในกระบวนการตรงนี้พรกธนาคารใหญ่ๆกำลังตัดกินเป็นชิ้นเป็นตอนตลอดเส้นทางเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดบบังเอิญ คุณจะได้เห็นจากนี้ไป<br />และแล้วก็มาถึงเกมส์ปิดฝาหอย ที่เรียกว่าการเปิดประมูล พวกธนาคารได้เวลาขายพันธบัตรพวกนั้น ไปให้กับสำนักงานธนาคารกลาง เพื่อทำกำไรเข้ามาก้อนหนึ่งก่อน วิธีการจ่ายค่าพันบัตรต่างๆ สำนักงาานธนาคารกลางเอาสมุคเช็ตั๋วสำคัญแบบเดิมขึ้นมาแล้วก้เขียนอุปโลกน์<br /><br />เช็คนั้นขึ้นมาอย่างเสแสร้งแทนที่มันควรจะเด้งไปด้วยซ้ำไป เพราะว่าพวกมันถูกเขียนขึ้นมาจากบัญชีที่มีแต่เลขศูนย์อยู่ตลอดเวลา มันไม่มีแม้แต่สตางค์แดงเดียวที่มีอยู่ในนั้น นี้อ้างถึงคำพูดของสำนักงานธนาคารกลางเมืองบอสตั้น\"เมื่อคุณหรือผมเขียนเช็คใบหนึ่ง มันจะต้องมีเงินในบัญชีของเราที่จะจ่ายให้พอกับเช็ค แต่เมื่อสำนักงานธนาคารกลางเขียนขึ้นมาใบหนึ่งมันไม่ต้องมีเงินฝากไว้ในบัญชีของเช็คนั้น ที่จะมีมาเบิก เมื่อสำนักงานธนาคารกลางเขียนเช็คขึ้นมาใบหนึ่ง มันก้คือการเนรมิตเงินขึ้นมา\" หลังจากนั้นธนาคารกลางก็ส่งเช้คใบนั้นไปที่ธนาคารแล้วตรงจุดนี้ ตัวเงินก็จะโผล่ออกมาเพื่อให้มันมีอยู่และพวกธนาคารก็เอาเงินนี้ไปซื้อพันธบัตร ตอนที่ากระทรวงการคลังเอาออกมาประมูลขายอีกในครั้งต่อมา<br /><br /> แต่คำว่าเช็คคืออะไร ?เช็คก็คือสัญญาหนี้อย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่เมื่อคุณเขียนเช็คขึ้นมา คุณกำลังสัญญาไว้ว่า\"นี่คือ ฉันยอมเป็นหนี้เงินสด\"สิ่งที่คุณต้องทำก็คือไปที่ธนาคารแล้วเบิกเงินออกมา ตอนนั้นมันสำคัญ สำคัญมากๆ ที่คุณจะต้องเข้าใจกระบวนการตรงนี้ เพราะว่าพวกเราต้องกลับมาดูตอนหลังอีกครั้งหนึ่งและจะแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่น่าตกใจของเรื่องนี้ที่จะมีกับตัวคุณ <br /><br />กระทรวงการคลังได้ออกใบเป็นหนี้ คือพันธบัตร และวพวกธนาคารก็ซื้อใบสัญญาหนี้นี้ ด้วยเงินกระดาษ (เงินกระดาษคือใบหนี้อย่างหนึ่งที่ไม่มีมูลค่า ทองคำค้ำเอาไว่) ส่วนที่สำนักงานธนาคารกลางก็จะเขียนใบหนี้ด้วยเช็คและส่งเช็คไปให้ธนาคารเป็นการแลกเปลียนกัน ใบหนี้กระทรวงการคลังคือตัวธนบัตรแล้วตัวเงินกระดาษก็ถูกสร้างขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในสำนักงานธนาคารกลางกับกระทรวงการคลังก็แค่เป็นการแลกไปแลกมาของสัญญาหนี้โดยธนาคารเป็นตัวกลาง แล้วก็เสกด้วยคาถาคะบราเพรสโต้ ตัวเงินกระดาษก็โผล่ออกมาอย่างน่าพิศวง ให้มันมีเพิ่มขึ้นมา <br /><br />ขั้นตอนตรงนี้จะมีการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปมาจนนับไม่ถ้วนเป็นส่งเสริมให้พวกธนาคารรวยขึ้น แล้วการติดหนี้ก็มาตกอยู่กับสาธารณะชนโดยการเพิ่มหน้ของประเทศขึ้นไป ผลสุดท้ายการออกพันธบัตรที่เป็นหนี้ให้มากขึ้นขายให้กับสำนักงานธนาคารกลางและตัวเงินกระดาษที่ใปให้กับกระทรวงการคลัง(คือการมีเงินมากขึ้นมากการกู้มาด้วยการออกพันธบัตร) กระบวนการตรงนี้ยังเป็นแหล่งที่ตัวเงินกระดาษทั้งหมดถูกพิมย์ออกมาอีกด้วย <br />สำนักงานธนาคารกลาง กับตัวรัฐบาลเรืยกเงินตรงนี้อย่างผิดๆว่า\"ตัวเงิน\"(ตัวเงินจริงต้องมีสิ่งมีมูลค่าค้ำไว้เบื้องหลังนี้ไม่ใช่) <br />พวกเขายังไม่รู้อีกว่า ความแตกต่างระหว่างตัวเงินกับเงินกระดาษต่างกันอย่างไร(เงินกระดาษหมายถึงใบสัญญาหนี้ที่ใส่ตัวเลขลงไปที่มันเอามาแทนค่าเงินจริง ส่วนตัวมันเองไม่มีค่าอะไร) แต่ผมจะพูดให้มันถูกต้อง ที่มันเป็น'ตัวเงินกระดาษ' เพราะว่ามันเองไม่ใช่ตัวเงิน มันคือกระดาษตัวเลข และอย่างที่เราได้รู้กันแล้ว มันมีความแตกต่างกันมาก ตัวเงินจะต้องมีสิ่งที่แทนค่าค้ำไว้เบื้องหลัง และรักษามูลค่าในการแลกเปลี่ยนของมันเอาไว้ เป็นระยะที่ยาวนาน<br /><br />เราได้เรียนรู้มาจากตอนที่1กันแล้ว ทีอยู่ในช่วงต้นๆในประวัติศาสตร์ เงินกระดาษเป็นเพียงแค่ใบเช็คเรียกเก็บเงินเท่านั้น มันถูกถือแทนค่าสำหรับตัวเงินจริงๆของมูลค่าเนื้อแท(ที่จับตอ้งได้เช่นทองคำ) ทองคำและแร่เงินที่เอาไปฝากเก็บไว่้ที่กระทรวงการคลัง คุณลองเดินเช้าไปที่ธนาคารใหนก็ได้แล้วแลกเงินกระดาษของคุณ อย่างเช่นแบ้งค์20ดอลล่าสักใบหนึ่งที่หน้าเค้าเตอร์ และขอเปลี่ยนมันสำหรับเงินจริงๆที่เท่ากับทองคำที่เท่ากับ20ดอลล่า แต่ปัจจุบันเงินกระดาษตัวเลขนี้ม่แต่สิ่งที่ทองค้ำไว่ คือสิ่งที่ว่างเปล่า เป็นแต่แค่ใบเสร็จหรือใบเช็คที่เป็นใบสัญญาหนี้ในหนึ่งเช่นเดียวกัยพันธบัตร ฉะนั้นมันไม่มีค่าอะไรจริงๆเป็นแต่เอาตัวเลขมาให้ใช้เท่านั้น และกระทรวงการคลังก็เอาเงินที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ไปแจกจ่ายให้กระทรวงต่างๆ<br />โครงการด้านสังคมและการสงคราม พวกข้าราชการ พวกบริษัทรับเหมา และพวกทหารก็เอาเงินพวกนี้ของเขาเอาไปฝากไว้ที่ธนาคาร <br />เอาละตอนนี้อาจจะทำให้คุณต้องตกใจเป็นที่คุณเอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคาร จริงๆแล้วคุณไม่ได้เอาเงินไปฝากไว้ในบัญชีอะไรเลย เพื่อเก็บรักษามันใว้ให้ปลอดภัยกับคุณ กลาบเป็นว่าจริงๆแล้วคุณได้ให้ธนาคารยืมเงินกระดาษของคุณไป และกฏหมายที่เปิดให้ พวกธนาคารสามารถทำอะไรก็ได้ตามแต่ใขของพวกเขาปราถนานี้รวมไปถึงการเข้าไปเล่นในตลาดหุ้นด้วยและการปล่อยถู้ออกไปเพื่อทำกำไรว่าอย่างนั้นเถอะ ตอนนี้ที่เป้นแหล่งที่มีเครื่องมือผลิตเงินออกมาอีกอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง \"ระบบการเงินสำรองเศษส่วน\" ที่จะเอาเล่น(คือเก็บสำรองไว่10 ปล่อยตัวเลขไปได้100) <br />การปล่อยกู้ด้วยเงินสำรองเศษส่วนคืออะไรกัน พวกธนาคารได้รับอนุญาติให้หักเก็บเงินสำรองเอาไว้ แค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ของเงินที่ฝากเข้ามา แล้วที่เหลือก้ปล่อยกู้ออกไป ถึงแม้ว่าการห้กเก็บเศษส่วนสำรองเอาไว้จะมีหลายระดับแต่ผมจะใช้อัตรเก็บสำรองเอาไว้ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวอย่าง <br /><br />เช่น ถ้าคุณเอาเงิน 100 ดอลล่ามาฝากไว้ในบัญชีของคุณธนาคารก็จะชักมันเอาออกมา 90 ดอลล่า แล้วปล่อยกู้มันออกไป โดยไม่ต้องบอกให้คุณรู้ ธนาคารจะถือเงิน 10 ดอลล่าของคุณเอาไว้เป็นเงินสำรอง(ตรงนี้เรียกว่่าเงินสำรองเศษส่วน)ในกรณีเผื่อคุณต้องการมัน เงินที่สำรองนี้เรียกว่า\"เงินสดเก็บสำรอง\"แต่ทำไมในบัญชีของคุณจึงยังคงบอกว่ามีอยู่ 100 ดอลล่า ในเมื่อธนาคารได้ขโมยเงินของคุณ 90 ดอลล่าออกไปแล้ว <br />เพราะว่าธนาคารได้สร้างใบหนี้ขึ้นมาแล้วว่า\"ขอติดเอาไว้ก่อน\"แล้วเก็บเอาไว้ในเก๊ะะ <br /><br />เอาละ ผมรู้ว่าเรื่องนี้ฟังดูเพี้ยนๆแต่นี้เป็นเอกสารขาวดำจำสำนักงานธนาคารกลาง 'ธนาคารพานิชย์ต่างๆสร้างเงินที่เป็ฯสมุดเช็คธนาคารขึ้นมา' ตอนที่พวกเขาได้รับคนมาขอกู้เอาเงินก้อนหนึ่ง ก็แค่พิมย์ตัวเอขดอลล่าตัวใหม่ เข้าไปในบัญชีของพวกลูกค้าในการแลกเปลี่ยนกันกับสัญญาหนี้ ที่มีผู้มาขอกู้\" ตรงนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นเพียงตัวเลขที่ธนาคารพิมพ์มันลงไปในคอมพิวเตอร์ ถึแม้ว่า ตัวเลขที่เป้นหนี้กับธนาคารเหล่านี้จะแตกต่างกันมากจาก เงินกระดาษตัวเลข เพราะว่ามันอยู่แต่แค่ในตัวคอมพิวเตอร์เท่านั้น พวกมันยังคงเป็นเงินตัวเลข ดังนั้นตอนนี้มันมีเลข 190 ดอลล่าเกิดขึ้นมาแล้ว(ในระบบการเงินธนาคาร) เหตุผลที่ประชาชนไปขอเงินกู้จากธนาคารก็เพื่อที่ไปซื้อสิ่งของบางสิ่งบางอย่าง พวกเขาอาจจะไปซื้อบ้านสักหลังหรืออาจจะไปซื้อรถสักคันอะไรในทำนองนั้น ดังนั้นผู้กู้ก็จะเอาเงิน 90 ดอลล่าก้อนนี้ ที่ธนาคารปล่อยกู้ให้เขา จากบัญของคุณ แล้วเขาก็เอาเงินไปจ่ายให้กับคนขาย แต่แล้วคนขายก้เอาเงินนี้ไปฝากไว้ในบุญชีของเขา แล้วธนาคารก้ปล่อยกู้ไปอีก 90เปอรืเซ็นต์ของเงินก้อนนี้ แล้วก็ปล่อยไป\"ขอติดเอาไว้ก่อน(10เปอร์เซ็นต์\") ทิ้งวางเอาไว้ในเก๊ะดังนั้นตอนนี้เงินตัวเลขก้ขึ้นเป็น 200 กับ 71 ดอลล่า เกิดมีเงินเพิ่มขึ้นมา(อยู่ในระบบธนาคาร)ขั้นตอนตรงนี้ทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าระบบเงินสำรองเศษส่วน 10 เปอร์เซ็นต์นี้ที่ฝากเข้ามาในตอนแรก มันมีแค่ 100ดอลล่ามันกลับมาสามารถเนรมิตเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้สูงขึ้นถึง 1000 ดอลล่าเป็นเงินสินเชื่อของธนาคาร(เป็นเงินปล่อยสินเชื่อที่อยู่ในระบบการโนาคาร) เงินทั้งหมดก็ถูกค้ำไว้แค่ 100ดอลล่า ที่ถูกเก็บไว้\"เงินสดเก็บสำรอง\"แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็อย่างที่พูดไว้เงินสำรองเศษส่วนมีหลายระดับ บางประเทศใช้ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศอื่นอาจจะ แค่ 3 เปอร์เซ็นต์ และมีบางประเทศมีกฎระเบียบเงินสำรองไว้เป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ เป็นผลให้ เกิดการขยายของเงินตัวเลขมากขึ้นโดยพวกธนาคารได้ทำเตลิดไปไกล มากกว่าตัวอย่างที่ให้ดูนี้ที่คุรไม่อยากจะเชื่อ ขอย้อนกลับมาอีกครั้งหนึง ตอนที่มีเงินไปฝากธนาคารพอธนาครได้รับคนกู้เข้มา แล้วปล่อยกู้ออกไป แล้วพวกเราก็เอาเงินไปฝากอีก แล้วก็กู้ออกมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก เป็นการสร้งเงินตัวเลขให้ธนาคารอยู่ตลอดเวลา นี้คือแหล่งที่มาของเงินตัวเลขจำนวนมหาศาลที่อยู่ในกระแสการเงินของพวกเรา ที่จริงมี 92 ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ของกระแสเงินทึ่งหมดที่มีอยู่ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่ใช่มาจากตัวของรัฐบาล แต่มันมาจากระบบการธนาคารตรงนี้ ตอนนี้จำนวนเงินตัวเลขมหาศาลกำลังพ่นออกมาในสังคม ครั้งแรกมันอาจจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่คุณจะจำมันได้ มันเป็นเรื่องหนึ่งของความลับที่สำคัญที่สุดที่ซ่อนไว่อยู่ในเงินตรา จากช่วงตอนที่ 1ที่ทำให้ราคาข้าวของแพงและบริการต่างๆที่มีอยู่ทุกวันนี้เป็นเหมือนอย่างกับฟองน้ำที่พอง เกิดการขยายตัวของปริมาณเงินที่มีเพิ่มขึ้นกระเงินใหลเวียนมีมากขึ้นเท่าใหร่(กระแสเงินมีทั้งตัวกระดาษและตัวเลข)ราคาข้าวของก็จะสูงขึ้นมากเท่านั้น นี้แหละคือสิ่งที่ค่าเงินเสื่อมได้มีเกิดขึ้นความจริงของคำว่า\"ค่าเงินเสื่อม\"ก็คือปริมาณเงินที่มีเพิ่มขึ้นในท้องตลาดราคาต่างๆถึงได้สูงขึ้น(ราคาของขึ้นไม่ใช่อยู่ที่เงินตราอย่างเดียวแต่อยู่ที่ตัวของดอกเบี้ยและตัวของภาษีด้วย) กือเป้นเพียงอาการเท่านั้น ดังนั้นเงินใหลเวียนในื้องตลาดทั้งหมดเป็นสิ่งมี่ไม่มีค่าอะไรเป็นแค่เหรียญเพียงคู่เดียวที่พลิกกลับไปกลับมา เป็นการหลอกลวงไปมา ในที่ที่กระทรวงการคลังและสำนักงานธนาคารกลางแลกกันไปกันมาเพื่อให้เกิดการเป็นหนี้ขึ้น และก็เป็นกลุ่มของพวกธนาคารที่เพียงแต่แค่พิมพ์ตัวเลขเข้าไปในคอมพิวเตอร์ แค่นั้นเอง ที่เป็นเงินใหลเวียนอยู่ในท้องตลาดของเรามันไม่มีอะไรเลย มันเป็นเพียงตัวเลข มีบางจำนวนที่เพิ่มขึ้นมา(เป้นเงินกระดาษธนบัตร)แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ตัวเลข(ในคอมพิวเตอร์)<br />แค่นั้นไม่มีอะไรอีก แต่..ถ้าคุณคิดว่านี้คือเรื่องที่ไร้สาระละก็คุณพร้อมหรือยังที่จะเข้าไปสู่ช่วงที่มืดมัวของระบบเศรฐกิจสมัยใหม่ <br />พวกเราทำงานก็เพื่อจะกาเงินที่มีอยู่ในท้องตลาด สิ่งที่มีค่าจริงๆคือเวลาชีวิตคุณ แต่พวกเรากลับเอาไปแลกกับโอกาศที่สูญเปล่าในชีวิตของเรา<br />ชั่วโมงแล้วชั่งโมงเล่า วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า เพื่อที่จะได้เงินตัวเลข ที่มีใครบางคนพิมพ์มันลงไปในกระดาษหรือพิมพ์มันลงไปในคอมพิวเตอร์ แล้วตัวเลขพวกนั้นเป็นเหมือนกับเลือดเนื้อ เหงื่อไ<br /><br />ล น้ำตา แรงงาน ความคิดและความสามรถของเราพวกเราต่างหากคือผู้ให้เงินตัวเองมีมูลค่า แต่ตรงนี้มีเรื่องตลกที่เจ็บปวด ที่พวกเราทำงานหนัก พวกเราถึงมีเงินเก็บที่เรียกว่าเงินกระดาษดังนั้นพวกเราถึงมีจ่ายให้กับสำนักงานเก็บภาษี ในประเทศสหรัฐอเมรกิกา มะนมีสำนักงานเก็บภาษีไออาร์เอส แล้วพวกเขาเอาเงินไปให้กระทรวงการคลัง ดังนั้นกระกรวงการคลังกึงสามารถจ่ายเงินต้น บวกกับดอกเบี้ยให้กับพันธบัตร(ใบสัญญาหนี้)ที่สำนักงานธนาคารกลางซื้อไปด้วยเช็คใบเดียว ที่ไปเบิกมาจากบัญชีอันหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลยอยู่ในนั้น <br /><br />เอาละ ลองมาย้อนดูใหม่ในเรื่องนี้เพราะว่านี้คือตรงที่ที่ตัวระบบมันเริ่มขึ้นที่มันปล้นไปจากคุณและผมในระดับภาพรวมใหญ่ เงินภาษีของเราจำนวนมากไไม่ได้เอามาจใช้ให้กับโรงเรียน ให้กับถนน และให้กับบริการต่างๆทางสังคมเลย แต่เป็นการเอาไปจ่ายเป้นดอกเบี้บให้กับพันธบัตนที่สำนักงานกระทรวงการคลัง (ธนาคารนี้เป็นของเอกชนที่ฝังอยู่ในตัวกฎหมาย) ที่ซื้อมันด้วยเช็คใบเดียวที่เอาไปเบิกในบัญชีที่มันไม่อะไรเลยในนั้น สำนักงานธนาคารกลางได้กระทำผิดกฎหมายในการต้มตุ๋นแต่ตรงนี้เป้นความลับที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งในจำนวนทั้งหมด <br /><br />ก่อนที่จะมีการตั้งสำนักงานธนาคารกลางขึ้นมามันไม่เคยต้องไปจายภาษีรายได้ส่วนบุคคลเลย สำนักงานธนาคารกลางถูกตั้งขึ้นในปี 1913 และนั้นเป็นปีเดียวกันเลยที่รัฐธรรมนูญได้ถูกแก้ใขให้มีเรื่องภาษีรายได้เข้ามา คุณคิดว่าเรื่องนี้มันบังเอิญเกินไปไหม ? จงถามตัวคุณเองว่าคุรได้จ่ายภาษีรายได้ส่วนบุคลไปมากเท่าใหร่ในตลอดชีวิตของคุณ มันเป็นเงินจำนวนมากที่ถูกดูดออกไปเงียบๆเข้าไปอยู่ในมือของพวกนั้นที่เป็นเจ้าของระบบใช่ครับ ระบบมันมีเจ้าของ(ไม่ใช่รัฐบาลแต่เป็นเอกชน) พวกเขาเป้นใครถึงได้เป็นองกรณ์ลับที่สุด พวกเราจะได้รู้อีกสักครู่ แต่ก่อนอื่นพวกเราจำเป็นต้องเข้าใจการเสกโอมมะรุกขุกขุย ที่เรียกว่า\"หนี้ท่วมเพดาน\" มันเป็นหนี้ก้อนโตมโหรานเกินกว่าธรรมดา มันเป็นดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับพันธบัตรพวกนั้นและเป้นดอกเบี้ยที่ถึงเวลาจ่าย ของทุกคนของเงินกู้พวกนั้นที่ธนาคารทำมันขึ้นมา นี้หมายถึงมีดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับเงินทุกๆดออล่าที่มีอยู่ในสาธรณะ ขอผมถามคุรหน่อย ถ้าคุณยืมเงินมาหนึ่งดอลล่าที่มันเป็นแบ้งค์ใบแรกที่มีอยู่ในท้องตลาด และนั้นมันเป็นแบงค์ดอลล่าใบเดียวที่มีอยู่ในโลก แต่คุณสัญญาว่าจะจ่ายมันคืนให้พร้อมอับอีกหนึ่งดอลล่าที่เป็นดอกเบี้ย คุณจะไปเอาแบ้งค์ดอลล่าใบที่สองมาจากที่ใหนที่จะมาเป็นค่าดอกเบี้ย ? คำตอบก้คือคุณจะต้องยืมเพิ่มอีกหนึ่งดอลล่า เพื่อให้มันมีขึ้นมา(เพื่อมาจ่ายเป็นค่าดอก)และสัญญาว่าจะจ่ายคืนให้พร้อมค่าดอกเบี้ยมันอีกด้วย ฉะนั้นขั้นตอนมันมีอยู่แค่ 2 ดอลล่าแต่คุณจะเป็นหนี้ 4 และมันก็จะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ในที่สุดมันก็จะไม่มีเงินเพียงพอที่จะมาจ่ายหนี้ได้มันจะมีหนี้ที่สูงกว่าตัวเงินที่ใหลเวียนอยู่ในระบบอยู่เสมอ มันจะสูงกว่าตัวเงินที่มีอยู่ในท้องตลาดที่เอามาจ่ายหนี้ได้ ดังนั้น ระบบทั้งหมดก็จะไปไม่ได้ที่มีขีดจำกัดมันจะถึงจุดจบไม่วันใดก้วันหนึ่ง<br /><br /> มันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารัฐบาลหยุดกู้เงินมาที่จะทำให้งบรายจ่ายเกินดุล ? การชำระหนี้ให้กับตัวธนบัตรการคลังมันจะหยุดลงหรือไม่ ? มันจะเกิดอะไรขึ้นก้าหยุดกู้ยืมเงินและมันจะจมอยู่กับหนี้อย่างนั้นมั๊ย ?การจ่ายหนี้ค่าบ้านและค่ารถยนต์มันจะหยุดลงไหม ? มันไม่หยุดหรอก มันจะต้องมีการมีหนี้ทุกๆเดือนพร้อมดอกเบี้ยในทุกๆดอลล่าที่มีอยู่ใหลเวียนในท้องตลาด และการชำระหนี้เหล่านั้นมันจะไม่หยุด ถ้าเกิดเราหยุดการกู้ยืม มันก็จะไม่มีเงินที่จะต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อมาแทนที่ของเก่า ที่พวกเราไปชำระหนี้พวกนั้น ไม่ว่าคุณชำระหนี้ที่ยืมมา หรือกำลังจ่ายภาษีที่การไปจ่ายให้กับหนี้พันธบัตรสักใบหนึ่งสัดส่วนการชำระหนี้เอาไปจ่ายค่าเงินต้นนั้นมันก็เป้นเพียงแค่ถูกหักลบออกไปในสัดส่วนของหนี้ แต่ตัวหนี้ที่เป้นตัวเงินจะถูกลบออกด้วย(ออกไปจากท้องตลาด ตัวเงินจะไม่มีอยู่ให้เห็น) เงินกระดาษและเงินหนี้ดูเหมือนจะสร้างคุณภาพแต่กลับทำลายคุณภาพ(ของสังคม) เมื่อมันถูกจ่ายเหมาะเจาะตรงกันมันก็จะถูกลบออกไปทั้งคู่ ถ้าพวกเราจ่ายแต่แค่เงินต้นเท่านั้นใบหนี้กู้และธนบัตรทั้งหมดก็จะยังมีอยู่ แต่กระแสเงินในท้องตลาดก้จะหายไปหมด ฉนั้นถ้าเราไม่ได้จมอยู่กับกองหนี้ทุกๆปีดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทังหมดก็จะล้มลงมาอย่าวหมดค่าภายใต้แรงกดของหนี้สินที่จะต้องชำระเหล่านั้น พวกนักการเมืองและนักวิชาการก็จะทำเป็นพูดเกี่ยวกับสมดุลงบประมาณรายจ่ายเพื่อทำให้หนี้สินน้อยลง และอยู่อย่างพอเพียงของพวกเรา พวกเขาไม่เข้าใจเงินหมดค่าเป้นอย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำภายใต้ระบบการเงินปัจจุบันโดยไม่ทำให้เศรฐกิจพังลงมาทั้ระบบ นี้แหละทำไมการพูดทุกครั้งเกี่ยวกับหนี้ท่วมเพดานไม่ใช่แค่เรื่องตลกเท่านั้น มันยังผิดทางอีกด้วย<br />เพราะระบบมันถูกออกแบบมาให้ต้องเพิ่มระดับของหนี้ตลอดเวลา เพื่อให้มันเดินต่อไปได้และนั้นคือเหตุผลที่พวกนักการเมืองถึงต้องเตะส่งต่อหนี้ต่อกันไปเรื่อย และหนี้ที่เพิ่มนี้เรียกกันว่า \"หนี้ท่วมเพดาน\"ท่วมแล้วท่วมอีกจนกว่าระบบทั้งหมดจะพังลงมา ภายใต้แรงกดดันของตัวมันเอง พูดได้อีกนัยหนึ่ง พวกเขาไม่ต้องการให้มันเจ๊งลงมาในสมัยของพวกเขา <br /><br />เหล่าบิดาของแผ่นดินสหรัฐอเมริการู้ตรงนี้ดีถึงอันตรายของระบบการธนาคารกลาง(บิดาหมายถึงเหล่าผู้กู้อิสรภาพให้กับอเมริกา)ถึงได้ต่อสู้เพื่อเป้นอิสระแก่พวกเขาเองจากเรื่องนี้โดยเฉพาะ สงครามการปฎิวัติเริ่มขึ้นมาจากการต่อต้านภาษีตัวหนึ่ง แต่ปัจจับันพวกเราต้องกลับมาจ่ายภาษีกับการขอไห้มีระบบกราเงินชนิดหนึ่ง การได้รับความทุกข์อยากจากการเสื่อมค่าอย่างรุนแรงของเงินดอลล่าคอนติเนนตัล(เป็นเงินที่อังกฤษที่ให้อเมริกาใช้ในยุคแรกๆ) ซึ่งพถูกพิมพ์ขึ้นจากความไม่ใส่ใจในระบบการเงินในช่วงเกิดสงครมปฎิวัติ พวกเขาเข้าใจถึงอันตรายของเงินเฟียตกระดาษและระบบการเงินที่เริ่มต้นด้วยฐานทีมีหนี้ (เงินนี้มีดอกเบี้ยตั้งแต่พิมพ์ออกไปใช้โดยการคิดดิกเบี้ย) ดังนั้นเพื่อป้องกันให้กับรุ่นหลังจากสถาบันหัวขโมยและจากพวกรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นพวกบิดาของแผ่นดินจึงเขียนเข้าไปในรัฐธรรมนูญว่า ทองคำและแร่เงินเท่านั้นที่เป็นเงินได้ <br /><br />ถือเป็นความจริงแท้ ที่คุณจะไม่อนุญาติให้พิมพ์เงินเฟียตขึ้นมา ระบบการเงินปัจจุบันของเราไม่ได้มีอยู่ใรรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่มันยังปล้นอิสรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของเราไปอีกด้วย ที่บรรพบุรุษของพวกเราได้ต่อสู้และตายเพื่อมัน พวกเราทั้งหมดจะรู้สึกได้ถึงการไม่ใส่ใจใสรัฐธรรมนูญเลยในตอนนี้ โดยการบีบคั้นให้มีเงินกระดาษเข้าไปใหลเวียนในสาธารณะ อำนาจกรจับจ่ายของเราก็อ่อนแอลง ค่าเงินเสื่อมจะเกิดขึ้นช้าๆและแฝงด้วยภาษีอย่างเงียบๆที่มีผลมาจากการมีระบบการเงินที่เริ่มต้น(เงินที่พิมพ์ออกมาใช้จะถูกคิดดอกเบี้ยมาด้วย เพราะวามันเป็นของเอกชน รัฐบาลไม่ม่อำนาจพิมพ์) ระบบตัวนี้เป็นทั้งอำนาจและได้ใช้มันเป็นคนแรกก่อนใคร อย่างที่พวกเขาใช้มันซื้อของแล้วมันถึงเข้าไปในกระแส ก่อนที่มันจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พวกเขากำลังขโมยอำนาจในการจับจ่ายจากคุณไปและกำลังโยกย้ายทรัพบ์สินไปให้กับพวกธนาคารและรัฐบาล ทุกๆชั่วโมง ทุกๆวัน เพราะว่าเกิดจากระบบการเงินที่หลอกลวงตัวนี้ และมันไม่ใช่ว่าคนที่อยู่ข้างบนจะไม่รู้เรื่องนี้ ข้ออ้างถึงคำพูดของสำนักงานธนาคารกลาง การลดดำนาจในการจับจ่ายจะเกิดขึ้นได้โดยมีพวกที่ถือตัวเงินอยู่ มันจะได้รับเงินเสื่อมมาจากผู้ที่พิมพ์เงินออกมา <br /><br />นี้คือการต้มตุ๋น มันคือแผนหลอกล่อได้เร็คเซลล์ มันคือแผนลวงของแชร์ลูกโซ่ มันคือกลอุบายและการโกหก ระบบการเงินของพวกเราทั้งหมดไม่มีอะไรเลยเว้นแต่มันเป็นรูปแบบการขโมยที่ถูกกฎหมาย แต่นี้คือการต้มตุ๋นที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาทั้งหมด สำนักงานธนาคารกลาง มันไม่ใช้รัฐบาลมันมีผู้ถือหุ้น มันไม่มีสำนักงานใดของรัฐบาลที่มีผู้ถือหุ้น<br /><br />ผู้ถือหุ้นคืออะไร ? คือจำนวนเปอร์เซ็นอย่างหนึ่ง ของการร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทดังนั้นผู้ถือหุ้นก็คือเจ้าของบริษัทดังนั้นสำนักงานธนาคารกลางคือบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งที่มี่เจ้าของ และคุณจะหาดูด้วยตัเองได้ ถ้าคุณเข้าไปที่เว็ปไซท์ของสำนักงานธนาคารกลาง(FEDERAL RESERVE.ACT) มันจะมีเขียนเอาไว้ ผู้ถือหุ้นต่างๆจะได้รับเงินปันผลประจำปี จำนวน 6 เปอร้เซ็นต์ เอาละ เรารู้แล้วหุ้นในสำนักงานธนาคารกลางถูกจำหน่ายออกมาในครั้งให้กับพวกธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่เป้นพราะว่ามีการแทรกและค่อยๆ ซึ่มเข้ามาเป็นเวลาหลายสิบปี คุณก็จะไม่สามารถค้นหาว่าใครเป็นเจ้าของหุ้นในสำนักงานธนาคารกลางได้ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา ผมเดาเอาว่าผู้ี่เป็นเจ้าของ น่าจะเป็นพวกที่เริ่มติดต่อกันในครั้งแรก เป็นพวกธนาคารที่สามารถทำกำไรได้ โดยการขายใบหนี้ประเทศของเรา คือพันธบัตรเหล่านนั้น ให้กับสำนักงานธนาคารกลางเป็นผู้ซื้อมันไปด้วยการจ่ายเป็นเช็คมาแค่ใบเดียวที่มันไม่มีอะไรเลย แล้วพวกเราต้องมาจ่ายภาษีและจ่ายเงินต้นพร้อมกับดอกเบี้ยที่มาพร้อมกับดอกเบี้ยที่มาจากพันธบัตรของพวกนั้น ดังนั้นสำนักงานธนาคารกลางถึงมีเงินจ่ายให้พวกธนาคาร 6เปอร์เป็นเงินปันผลได้ <br /><br />โปรดอย่าเพิ่งตกใจกลัว ถ้าคุณยังไม่เข้าใจพอ กับกาารหลอกลวงของระบบนี้ในตอนแรก มันมีไม่กี่คนเท่านั้นที่เข่้าใจมันถูกทำให้ซับซ้อนอย่างจงใจ นักเศรษฐศาสตร์ นายจอฮ์นเมนาร์ดแคยส์ ได้เขียนไว้ว่า\"ทั้งหมดของเรื่องนี้ รัฐบาลอาจจะทำอย่างเงียบๆกับการเข้ายึดทรัพย์อย่างไม่ให้ประชาชนรู้ตัวและไม่ให้ใครสักคนในจำนวนหนึ่งล้านคนที่จะรู้ว่ามีการขโมยเกิดขึ้น \"<br />ผมเชื่วสิ่งที่เขียนออกมานี้ถูกต้องที่สุดที่ทำให้ใครๆสามารถจะเข้าใจระบบได้ ที่นึกไม่ถึงว่าเมันซับซ้อนได้อย่างไร ฉะนั้นขอย้อนกลับไปอีกครั้งเพือ่จะแจงให้เห้นมากยิ่งขึ้น<br /><br />วิธีทำงานของระบบนี้คือ <br />ขั้นที่ 1รัฐบาลสร้างสัญญาหนี้ขึ้นมาอย่างเต็มใจ พันธบัตรเหล่านี้ไปเพิ่มหนี้ให้กับประเทศชาติของเรา และทำให้สาธารชนต้องติดกับดักที่จะต้องจ่ายหนี้คืน <br />ขั้นที่ 2 ใบหนี้เหล่านี้ถูกแลกกันไปมาเพื่อสร้างเงินกระดาษขึ้น กระทรวงการคลังขาบพันธบัตรให้กับพวกธนาคาร(พันธบัตรคือใบสัญญาขอกู้เงิน)แล้วพวกธนาคารก็หันเอาใบหนี้ของประเทศ(พันธบัตร)ไปขายให้สำนักงานธนาคารกลางเพื่อทำกำไรซืึ่งเป็นแหล่งที่พวกเขาเป็นเจ้าของแลแล้วสำนักงานธนาคารกลางก้เอาเช็คขึ้นมาเขียนเพื่อจาย ทั่งที่ในบัญชีไม่มีสักสตางค์แดงเดียว เอามาซื้อใบสัญญาหนี้ที่มันเป็นตัวเช็คนี่แหละที่เขียนขึ้นในบัญชีเช็คที่มีแต่เลขศูนย์อยู่เท่านั้น แล้วเค้าก็เอาเช็คนี้ไปให้กับพวกธนาคารแล้วเงินกระดาษก็โผล่ออกมาเพื่อให้มันมีอยู่และแล้วกระบวนการก็เกิดขึ้นซ้ำกันไปกันมาทั้งหมด ผลกระทบของเรื่องนี้ในการสร้างพันธบัตรขึ้นมาที่สำนักงานธนาคารกลาง(Federral Reserve)และเงินกระดาษที่กระทรวงการคลังเป็นเพียงแต่แค่การจัดกรจัดหาตัวเลขมาให้เท่านั้น แล้วกระทรวงการคลังก็เอาตัวเอลขต่างๆไปฝากใส่ไว้ในสำนักงานกระทรวงต่างๆของรัฐบาล แล้วเราก็มาถึง<br />ขั้นที่ 3 รัฐบาลก็ใช้ตัวเลขที่อยู่บนสัญญานี้ ไปหับงานสาธรณะ โครงการต่างๆทางสังคมและสงครามแล้วพวกข้าราชการ พวกผู้รับเหมา และทหารก็เอาเงินของพวกเขาไปฝากใส่เข้าไปในธนาคาร และเราก็มาถึง<br />ขั้นที่ 4 เป็นสถานที่ที่ธนาคารคูณเพิ่มตัวเลขขึ้นไปโดยการสร้างตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์ โดยผ่านเรืองของระบบการปล่อยกู้ด้วยเงินสำรองเศษส่วนตรงนี้เป็นจุดที่พวกเขาได้ขโมยฝากของทุกๆคนไป แล้วปล่อยกู้มันออกมา เงินตัวนี้ก็จะกลับเข้ามาเป็นเงินฝากอีกครั้งแล้วการขโมยก็เกิดซ้ำขึ้นอีก ซ้ำขึ้นอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดการขยายตัวของตัวเงิยอย่างสุดเหลือคณานับได้ แล้วเราก็ต้องมาทำงานหนักเพื่อหาเงินตัวเลขเหล่านั้น ซึ่งทำไห้เราเข้ามาสู่<br />ขั้นที่ 5 เป็นจุดที่เงินตัวเลขของเราถูกเรียกเก็บภาษีพวกเราได้จ่ายภาษีให้กับสรรพกร เป็นผู้ที่เอาเงินตัวเลขของเรา ไปส่งให้กระทรวงการคลัง ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงสามารถจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้กับพันธบัตร(ใบสัญญาเงินกู้)ที่ถูกรับซื้อไโดยสำนักงานธนาคารกลางด้วยเช็คแค่ใบเดียวที่ไม่มีอะไรเลย แล้วเราก็มาถึง<br />ขั้นที่ 6 อาการหวาดผวาหนี้ท่วมเพดาน ระบบการเงินถูกออกแบบมาเพื่อให้ต้องเพิ่มระดับหนี้อู่ตลอดเวลา แล้วในที่สุดก็จะต้องเจ๊งภายใต้แรงกดของตัวมันเอง<br />เพราะว่าพวกนักการเมือง จะเตะส่งต่อการเพิ่มหนี้กันไปเรื่อยๆ พวกเขาไม่ต้องการให้มันมาเจ๊งในสมัยของพวกเขา และขั้นสุดท่าย<br />ขั้นที่ 7 พวกเจ้าของที่ซ่อนตัว ปัดความเสียหาย พวกธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป้นเจ้าของสำนักงานธนาคารกลาง ธนาคารพวกนี้เอากำไรจากการขายใบหนี้ของประเทศเราให้กับธนาคารกลาง พวกเขาได้กำไร ตอนที่ธนาคารกลางจ่ายดอกเบี้ยให้กับพวกเขากับการถือเงินสำรองเอาไว้ที่ธนาคารกลาง แล้วะนาคารกลางยังจ่ายพวกเขาอีก 6เปอร์เซ็นต์ของเงินปันผลที่เขาเป็นหุ้นส่วนถือหุ้นของธนาคารกลาง ระบบนี้เป็นมารปีศาจโดยเนื้อแท้ มันเป็นท่อส่งทรัพย์สมบัติจากประชาชนคนทำงานไปให้รัฐบาลและไปให้ภาคการธนาคาร มันเป็นต้นเหตุของาการโตขึ้นและการเจ๊งลงที่จงใจทำขึ้นของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ และมันเป็นต้นเหตุของความไม่เท่าเทียมกันอย่างมหาศาลของทรัพย์สินระหว่างคนรวยกับคนทำงานและมันเป็นไปทางเดียวเท่านั้น เพราะว่าพวกเราจะไม่ได้ใช้เงินจริงอีกต่อไป เราใช้แตเงินกระดาษ แต่ที่แย่ทั้งหมดก็ตือ มันเป็นรูปแบบของการเป็นทาส<br /><br /> \"พันะบัตร\"มีรากศัพย์มาจากคำว่า\"ความเป็นทาส\"เมื่อใหร่ก็ตามที่รัฐบาลออกใบพันธบัตรมา(พันธบัตรคือใบสัญญาเป็นหนี้)มันเป็นสัญญที่ทำให้พวกเราต้องจ่ายภาษีในอนาคต ไม่มีใครจะห้ามคุณหรอก ถ้าคุณต้องการจะจ่ายภาษีในวันนี้ สำหรับความเจริญรุ่งเรืองที่พวกเรามีความสุขในตลอดร้อยปีที่ผ้านมาไม่มีใครจะห้ามลูกๆของเราหรอก ถ้าพวกเขาต้องการจะทำงานหนักในอนาคต เพื่อจะมาจ่ายค่าความรุ่งเรืองที่พวกเรามีความสุขกันในวันนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านจอร์จวอชิงตัน เขียนถึงท่านเจมส์เมดิสันไม่มีคนรุ่นใดที่จะได้สิทธิ์ในการทำสัญญาหนี้สินต่างๆมากกว่าในยุคของตัวจะจ่ายใด้ ช่วงระหว่างที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ด้วยการขโมยความเจริญรุ่งเรื่องจากอนาคต เพื่อพวกเราสามารถจะเอามันมาใช้ได้ในวันนี้ เท่ากับพวกเราเป็นทาสของเองและอนาคตของคนรุ่นต่อๆมา<br /><br />เอาละฟังดูแล้วเหมือนมันจะแย่มาก แต่มันก็ยังมึความหวังที่ดีอยู่ สำหรับพวกคุณคือผูี่อันตรายที่สุดของระบบการเงินที่หลอกลวงนี้ ระบบนี้บนการเป็นอยู่ของผู้ที่ไม่ใส่ใจของการทำงานของมัน ได้โปรดแบ่งปันความรู้เรื่องนี้ให้กับทุกคนที่คุณรู้จัก เพราะการบอกสาธารณชนให้มีความเข้าใจของระบบนี้อย่างแจ่มแจ้งจะช่วยให้อนาคตดีขึ้นสำหรับคนรุ่นหลังที่จะเกิดมา", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1342540827322224658", "published": "2022-02-21T16:57:55+00:00", "source": { "content": "เปิดโปงการเงินโลก >>มันจะริ่มขึ้นก็ตอนที่พวกนักการเมืองเริ่มพูดว่า\"กาคะแนนให้ผม แล้วผมจะทำให้ รัฐบาลจัดหาสิ้งต่างๆทีเป็นของฟรีให้กับคุณมากขึ้น มากกว่าคู่แข่งทางการเมืองอื่นที่จะให้คุณได้>>\n\nท่านกำลังจะได้รู้ เรื่องหนึ่งที่เป็นความลับ ที่สำคุญที่สุด ในประวัติศาสตร์โลก มันเป็นความลับอย่างหนึ่ง ที่มีผลกระทบอย่างมหาศาลกับทุกๆคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ คนเกือบทั้งหมดจะรู้สักได้ว่า มันมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องในระบบเศรษฐกิจ แต่มีบางคนที่รู้ว่ามันคืออะไร วันที่แล้วๆมาก็เป็นเหมือนกับครอบครัวอื่นๆที่จะอยู่รอดได้ ก็ต้องอาศัยเช็คเงินเดือนหนึ่งใบ ในทุกๆวันก็ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆไม่สามารถจะควบคุมได้อีกต่อไป แต่ก็ยังมีหนึ่งคน ในจำนวนล้านๆคน ที่ไม่รู้ว่าทำไม ท่านกำลังจะได้ค้นพบ ตัวระบบที่ต้องรับผิดชอบมาที่สุด สำหรับความไม่เท่าเทียมในโลกของเราทุกวันนี้ ผู้มีอำนาจต่างๆ ไม่เตยอยากจะบอกให้คุณรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และรบบแบบนี้ ถูกเก็บซ่อนไว้ที่จุดสูงสุด ในห่วงโซ่อาหารทางการเงิน ที่มีมาหลายร้อยปี การเรียนรู้เรื่องนี้ จะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไป เพราะมันจะเปลี่ยนทางเลือกของคุณ ในสิ่งที่คุณกำลังจำทำ ถ้ามีผู้คนจำนวนมากพอ ที่ได้รู้เก่ี่ยวกับมัน มันจะเปลี่ยนโลกได้ เพราะมันจะไปเปลี่ยนที่ตัวระบบ สำหรับเรื่องนี้คือ ความลับสุดยอดที่ถูกซ่อนไว้ในเงินตรา \n\n ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ในมนุษย์มาก่อนที่การปล้นมากมายขนาดนี้ โดยคนไม่กี่คน และมันทำสำเร็จได้ด้วย วิธีการแบบนี้คือการต้มตุ๋นที่ใหญ่ที่สุดในประศาสตร์แห่งมนุษยชาติ (ใน 7 ขั้นตอน) พวกเขามักพูดว่าต้นไม่ไม่ได้ออกลูกมาเป็นเงิน แต่ความจริงคือ ในระบบการธนาคารสมัยใหม่สามารถเนรมิตเงินตราได้มาก และเร็วกว่าต้นไม้ที่จะออกผลมาได้ ผู้คนเกือนทั้งหมดไม่รู้เลยว่าเงินนั้นสร้างขึ้นมาได้อย่างไร พวกนักเศรษฐศาสตร์และพวกนายธนาคารมักชอบทำดูยุ่งยาก ทำให้ประชาชนไม่อาจจะเช้าใจมันได้ แต่ผมกำลังจะเปิด สิ่งที่ปิดบังระบบการเงินของพวกเขา เพื่อให้เห็นถึงแก่นแท้ของพวกมัน ดังนั้นคุณจะได้เห็นแล่ห์เหลี่ยมทีอยู่หลังฉากและมันทำกับคุณได้อย่างไร \n\nในทุกๆสังคมในสมัยนี้ มันสร้างเงินขึ้นมาด้วยวิธีการที่เหมือนๆกันเกือบทั้งหมด(ขั้นที่1ทุกรัฐบาลพอใจกับการสร้างหนี้) ตั้งแต่สกุลเงินดอลล่าได้กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนของโลก ผมจะขอใช้ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง มันจะริ่มขึ้นก็ตอนที่พวกนักการเมืองพูดว่า\"กาคะแนนให้ผม แล้วผมจะทำให้ รัฐบาลจัดหาสิ้งต่างๆทีเป็นของฟรีให้กับคุณมากขึ้น มากกว่าคู่แข่งทางการเมืองอื่นที่จะให้ได้ แต่มันไม่เคยมีอะไร ที่จะไได้มาฟรีๆอย่างนั้น ดังนั้นในการจัดเตรียมสิ่งที่ว่าจะได้มาฟรีๆพวกนักการเมืองก็จะต้องลงคะแนนเสียงให้กับประเทศ ที่จะต้องจ่ายเงินให้มากขึ้น ให้มากกว่าตัวที่เป็นรายได้ ตรงนี้เรียกว่า งบประมาณเกินดุล (ตั้งงบรายจ่ายที่มากกว่ารายรับ นี้คือการเป็นหนี้) เพื่อที่จะจ่าย งยที่เกินดุลอย่างนั้นได้กระทรวงการคลังก็ต้องยืมเงินเข้ามา ด้วยการออกพันธบัตร(Bond.)(พันธบัตรก็คือสัญญาแห่งการเป็นหนี้) \n\nแล้วพันธบัตรคืออะไรล่ะ ? ถ้าคุณได้คิดเกี่ยวกับมันมันคือพันธบัตรที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากการยินยอมที่จะเป็นหนี้ มันแค่กระดาษเท่านั้น กับจำนวนตัวเลขที่พิมย์ลงไป ที่มันเขียนว่าไว่ว่า\".ให้ฉันยืมเงินหนึ่งล้านล้านดอลล่าในวันนี้ แล้วฉันสัญญาในระยะเวลา 10 ปี ฉันจะจ่ายเงินคืนให้กับคุณ หนึ่งล้านล้านดอลล่าพร้อมดอกเบี้ย \"แต่สิ่งที่คุณจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ ว่าตัวพันธบัตรการคลัง(สัญญาขอกู้เงิน)คือการเป็นหนี้ของประเทศ การสมยอมการเป็นหนี้อย่างนี้ จะต้องถูกจ่ายคืนโดยคุณกับผมและลูกหลานของพวกเรา โดยผ่านการจ้ายเป็นตังภาษีในอนาคต ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจำหน่ยพันธบัตรออกมามันเป็นการขโมยทรัพย์สินในอนาคตออกไป ฉะนั้นมันถึงมีเงินให้ใช้มากในวันนี้และหลังจากนั้นกระทรวงการคลังก็ทำการประมูลขายแล้วพวกธนาคารใหญ่ๆของโลก ก็ออกมาซื้อใบหนี้ของประเทศเราเอาไปทั้งหมดแล้วทำกำไรจากการคิดดดอกเบี้ย คุณจะสังเกตุเห็นได้เอง ที่เราเข้าไปอยู่ในกระบวนการตรงนี้พรกธนาคารใหญ่ๆกำลังตัดกินเป็นชิ้นเป็นตอนตลอดเส้นทางเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดบบังเอิญ คุณจะได้เห็นจากนี้ไป\nและแล้วก็มาถึงเกมส์ปิดฝาหอย ที่เรียกว่าการเปิดประมูล พวกธนาคารได้เวลาขายพันธบัตรพวกนั้น ไปให้กับสำนักงานธนาคารกลาง เพื่อทำกำไรเข้ามาก้อนหนึ่งก่อน วิธีการจ่ายค่าพันบัตรต่างๆ สำนักงาานธนาคารกลางเอาสมุคเช็ตั๋วสำคัญแบบเดิมขึ้นมาแล้วก้เขียนอุปโลกน์\n\nเช็คนั้นขึ้นมาอย่างเสแสร้งแทนที่มันควรจะเด้งไปด้วยซ้ำไป เพราะว่าพวกมันถูกเขียนขึ้นมาจากบัญชีที่มีแต่เลขศูนย์อยู่ตลอดเวลา มันไม่มีแม้แต่สตางค์แดงเดียวที่มีอยู่ในนั้น นี้อ้างถึงคำพูดของสำนักงานธนาคารกลางเมืองบอสตั้น\"เมื่อคุณหรือผมเขียนเช็คใบหนึ่ง มันจะต้องมีเงินในบัญชีของเราที่จะจ่ายให้พอกับเช็ค แต่เมื่อสำนักงานธนาคารกลางเขียนขึ้นมาใบหนึ่งมันไม่ต้องมีเงินฝากไว้ในบัญชีของเช็คนั้น ที่จะมีมาเบิก เมื่อสำนักงานธนาคารกลางเขียนเช็คขึ้นมาใบหนึ่ง มันก้คือการเนรมิตเงินขึ้นมา\" หลังจากนั้นธนาคารกลางก็ส่งเช้คใบนั้นไปที่ธนาคารแล้วตรงจุดนี้ ตัวเงินก็จะโผล่ออกมาเพื่อให้มันมีอยู่และพวกธนาคารก็เอาเงินนี้ไปซื้อพันธบัตร ตอนที่ากระทรวงการคลังเอาออกมาประมูลขายอีกในครั้งต่อมา\n\n แต่คำว่าเช็คคืออะไร ?เช็คก็คือสัญญาหนี้อย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่เมื่อคุณเขียนเช็คขึ้นมา คุณกำลังสัญญาไว้ว่า\"นี่คือ ฉันยอมเป็นหนี้เงินสด\"สิ่งที่คุณต้องทำก็คือไปที่ธนาคารแล้วเบิกเงินออกมา ตอนนั้นมันสำคัญ สำคัญมากๆ ที่คุณจะต้องเข้าใจกระบวนการตรงนี้ เพราะว่าพวกเราต้องกลับมาดูตอนหลังอีกครั้งหนึ่งและจะแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่น่าตกใจของเรื่องนี้ที่จะมีกับตัวคุณ \n\nกระทรวงการคลังได้ออกใบเป็นหนี้ คือพันธบัตร และวพวกธนาคารก็ซื้อใบสัญญาหนี้นี้ ด้วยเงินกระดาษ (เงินกระดาษคือใบหนี้อย่างหนึ่งที่ไม่มีมูลค่า ทองคำค้ำเอาไว่) ส่วนที่สำนักงานธนาคารกลางก็จะเขียนใบหนี้ด้วยเช็คและส่งเช็คไปให้ธนาคารเป็นการแลกเปลียนกัน ใบหนี้กระทรวงการคลังคือตัวธนบัตรแล้วตัวเงินกระดาษก็ถูกสร้างขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในสำนักงานธนาคารกลางกับกระทรวงการคลังก็แค่เป็นการแลกไปแลกมาของสัญญาหนี้โดยธนาคารเป็นตัวกลาง แล้วก็เสกด้วยคาถาคะบราเพรสโต้ ตัวเงินกระดาษก็โผล่ออกมาอย่างน่าพิศวง ให้มันมีเพิ่มขึ้นมา \n\nขั้นตอนตรงนี้จะมีการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปมาจนนับไม่ถ้วนเป็นส่งเสริมให้พวกธนาคารรวยขึ้น แล้วการติดหนี้ก็มาตกอยู่กับสาธารณะชนโดยการเพิ่มหน้ของประเทศขึ้นไป ผลสุดท้ายการออกพันธบัตรที่เป็นหนี้ให้มากขึ้นขายให้กับสำนักงานธนาคารกลางและตัวเงินกระดาษที่ใปให้กับกระทรวงการคลัง(คือการมีเงินมากขึ้นมากการกู้มาด้วยการออกพันธบัตร) กระบวนการตรงนี้ยังเป็นแหล่งที่ตัวเงินกระดาษทั้งหมดถูกพิมย์ออกมาอีกด้วย \nสำนักงานธนาคารกลาง กับตัวรัฐบาลเรืยกเงินตรงนี้อย่างผิดๆว่า\"ตัวเงิน\"(ตัวเงินจริงต้องมีสิ่งมีมูลค่าค้ำไว้เบื้องหลังนี้ไม่ใช่) \nพวกเขายังไม่รู้อีกว่า ความแตกต่างระหว่างตัวเงินกับเงินกระดาษต่างกันอย่างไร(เงินกระดาษหมายถึงใบสัญญาหนี้ที่ใส่ตัวเลขลงไปที่มันเอามาแทนค่าเงินจริง ส่วนตัวมันเองไม่มีค่าอะไร) แต่ผมจะพูดให้มันถูกต้อง ที่มันเป็น'ตัวเงินกระดาษ' เพราะว่ามันเองไม่ใช่ตัวเงิน มันคือกระดาษตัวเลข และอย่างที่เราได้รู้กันแล้ว มันมีความแตกต่างกันมาก ตัวเงินจะต้องมีสิ่งที่แทนค่าค้ำไว้เบื้องหลัง และรักษามูลค่าในการแลกเปลี่ยนของมันเอาไว้ เป็นระยะที่ยาวนาน\n\nเราได้เรียนรู้มาจากตอนที่1กันแล้ว ทีอยู่ในช่วงต้นๆในประวัติศาสตร์ เงินกระดาษเป็นเพียงแค่ใบเช็คเรียกเก็บเงินเท่านั้น มันถูกถือแทนค่าสำหรับตัวเงินจริงๆของมูลค่าเนื้อแท(ที่จับตอ้งได้เช่นทองคำ) ทองคำและแร่เงินที่เอาไปฝากเก็บไว่้ที่กระทรวงการคลัง คุณลองเดินเช้าไปที่ธนาคารใหนก็ได้แล้วแลกเงินกระดาษของคุณ อย่างเช่นแบ้งค์20ดอลล่าสักใบหนึ่งที่หน้าเค้าเตอร์ และขอเปลี่ยนมันสำหรับเงินจริงๆที่เท่ากับทองคำที่เท่ากับ20ดอลล่า แต่ปัจจุบันเงินกระดาษตัวเลขนี้ม่แต่สิ่งที่ทองค้ำไว่ คือสิ่งที่ว่างเปล่า เป็นแต่แค่ใบเสร็จหรือใบเช็คที่เป็นใบสัญญาหนี้ในหนึ่งเช่นเดียวกัยพันธบัตร ฉะนั้นมันไม่มีค่าอะไรจริงๆเป็นแต่เอาตัวเลขมาให้ใช้เท่านั้น และกระทรวงการคลังก็เอาเงินที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ไปแจกจ่ายให้กระทรวงต่างๆ\nโครงการด้านสังคมและการสงคราม พวกข้าราชการ พวกบริษัทรับเหมา และพวกทหารก็เอาเงินพวกนี้ของเขาเอาไปฝากไว้ที่ธนาคาร \nเอาละตอนนี้อาจจะทำให้คุณต้องตกใจเป็นที่คุณเอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคาร จริงๆแล้วคุณไม่ได้เอาเงินไปฝากไว้ในบัญชีอะไรเลย เพื่อเก็บรักษามันใว้ให้ปลอดภัยกับคุณ กลาบเป็นว่าจริงๆแล้วคุณได้ให้ธนาคารยืมเงินกระดาษของคุณไป และกฏหมายที่เปิดให้ พวกธนาคารสามารถทำอะไรก็ได้ตามแต่ใขของพวกเขาปราถนานี้รวมไปถึงการเข้าไปเล่นในตลาดหุ้นด้วยและการปล่อยถู้ออกไปเพื่อทำกำไรว่าอย่างนั้นเถอะ ตอนนี้ที่เป้นแหล่งที่มีเครื่องมือผลิตเงินออกมาอีกอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง \"ระบบการเงินสำรองเศษส่วน\" ที่จะเอาเล่น(คือเก็บสำรองไว่10 ปล่อยตัวเลขไปได้100) \nการปล่อยกู้ด้วยเงินสำรองเศษส่วนคืออะไรกัน พวกธนาคารได้รับอนุญาติให้หักเก็บเงินสำรองเอาไว้ แค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ของเงินที่ฝากเข้ามา แล้วที่เหลือก้ปล่อยกู้ออกไป ถึงแม้ว่าการห้กเก็บเศษส่วนสำรองเอาไว้จะมีหลายระดับแต่ผมจะใช้อัตรเก็บสำรองเอาไว้ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวอย่าง \n\nเช่น ถ้าคุณเอาเงิน 100 ดอลล่ามาฝากไว้ในบัญชีของคุณธนาคารก็จะชักมันเอาออกมา 90 ดอลล่า แล้วปล่อยกู้มันออกไป โดยไม่ต้องบอกให้คุณรู้ ธนาคารจะถือเงิน 10 ดอลล่าของคุณเอาไว้เป็นเงินสำรอง(ตรงนี้เรียกว่่าเงินสำรองเศษส่วน)ในกรณีเผื่อคุณต้องการมัน เงินที่สำรองนี้เรียกว่า\"เงินสดเก็บสำรอง\"แต่ทำไมในบัญชีของคุณจึงยังคงบอกว่ามีอยู่ 100 ดอลล่า ในเมื่อธนาคารได้ขโมยเงินของคุณ 90 ดอลล่าออกไปแล้ว \nเพราะว่าธนาคารได้สร้างใบหนี้ขึ้นมาแล้วว่า\"ขอติดเอาไว้ก่อน\"แล้วเก็บเอาไว้ในเก๊ะะ \n\nเอาละ ผมรู้ว่าเรื่องนี้ฟังดูเพี้ยนๆแต่นี้เป็นเอกสารขาวดำจำสำนักงานธนาคารกลาง 'ธนาคารพานิชย์ต่างๆสร้างเงินที่เป็ฯสมุดเช็คธนาคารขึ้นมา' ตอนที่พวกเขาได้รับคนมาขอกู้เอาเงินก้อนหนึ่ง ก็แค่พิมย์ตัวเอขดอลล่าตัวใหม่ เข้าไปในบัญชีของพวกลูกค้าในการแลกเปลี่ยนกันกับสัญญาหนี้ ที่มีผู้มาขอกู้\" ตรงนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นเพียงตัวเลขที่ธนาคารพิมพ์มันลงไปในคอมพิวเตอร์ ถึแม้ว่า ตัวเลขที่เป้นหนี้กับธนาคารเหล่านี้จะแตกต่างกันมากจาก เงินกระดาษตัวเลข เพราะว่ามันอยู่แต่แค่ในตัวคอมพิวเตอร์เท่านั้น พวกมันยังคงเป็นเงินตัวเลข ดังนั้นตอนนี้มันมีเลข 190 ดอลล่าเกิดขึ้นมาแล้ว(ในระบบการเงินธนาคาร) เหตุผลที่ประชาชนไปขอเงินกู้จากธนาคารก็เพื่อที่ไปซื้อสิ่งของบางสิ่งบางอย่าง พวกเขาอาจจะไปซื้อบ้านสักหลังหรืออาจจะไปซื้อรถสักคันอะไรในทำนองนั้น ดังนั้นผู้กู้ก็จะเอาเงิน 90 ดอลล่าก้อนนี้ ที่ธนาคารปล่อยกู้ให้เขา จากบัญของคุณ แล้วเขาก็เอาเงินไปจ่ายให้กับคนขาย แต่แล้วคนขายก้เอาเงินนี้ไปฝากไว้ในบุญชีของเขา แล้วธนาคารก้ปล่อยกู้ไปอีก 90เปอรืเซ็นต์ของเงินก้อนนี้ แล้วก็ปล่อยไป\"ขอติดเอาไว้ก่อน(10เปอร์เซ็นต์\") ทิ้งวางเอาไว้ในเก๊ะดังนั้นตอนนี้เงินตัวเลขก้ขึ้นเป็น 200 กับ 71 ดอลล่า เกิดมีเงินเพิ่มขึ้นมา(อยู่ในระบบธนาคาร)ขั้นตอนตรงนี้ทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนกว่าระบบเงินสำรองเศษส่วน 10 เปอร์เซ็นต์นี้ที่ฝากเข้ามาในตอนแรก มันมีแค่ 100ดอลล่ามันกลับมาสามารถเนรมิตเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้สูงขึ้นถึง 1000 ดอลล่าเป็นเงินสินเชื่อของธนาคาร(เป็นเงินปล่อยสินเชื่อที่อยู่ในระบบการโนาคาร) เงินทั้งหมดก็ถูกค้ำไว้แค่ 100ดอลล่า ที่ถูกเก็บไว้\"เงินสดเก็บสำรอง\"แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็อย่างที่พูดไว้เงินสำรองเศษส่วนมีหลายระดับ บางประเทศใช้ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศอื่นอาจจะ แค่ 3 เปอร์เซ็นต์ และมีบางประเทศมีกฎระเบียบเงินสำรองไว้เป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ เป็นผลให้ เกิดการขยายของเงินตัวเลขมากขึ้นโดยพวกธนาคารได้ทำเตลิดไปไกล มากกว่าตัวอย่างที่ให้ดูนี้ที่คุรไม่อยากจะเชื่อ ขอย้อนกลับมาอีกครั้งหนึง ตอนที่มีเงินไปฝากธนาคารพอธนาครได้รับคนกู้เข้มา แล้วปล่อยกู้ออกไป แล้วพวกเราก็เอาเงินไปฝากอีก แล้วก็กู้ออกมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก เป็นการสร้งเงินตัวเลขให้ธนาคารอยู่ตลอดเวลา นี้คือแหล่งที่มาของเงินตัวเลขจำนวนมหาศาลที่อยู่ในกระแสการเงินของพวกเรา ที่จริงมี 92 ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ของกระแสเงินทึ่งหมดที่มีอยู่ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่ใช่มาจากตัวของรัฐบาล แต่มันมาจากระบบการธนาคารตรงนี้ ตอนนี้จำนวนเงินตัวเลขมหาศาลกำลังพ่นออกมาในสังคม ครั้งแรกมันอาจจะฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่คุณจะจำมันได้ มันเป็นเรื่องหนึ่งของความลับที่สำคัญที่สุดที่ซ่อนไว่อยู่ในเงินตรา จากช่วงตอนที่ 1ที่ทำให้ราคาข้าวของแพงและบริการต่างๆที่มีอยู่ทุกวันนี้เป็นเหมือนอย่างกับฟองน้ำที่พอง เกิดการขยายตัวของปริมาณเงินที่มีเพิ่มขึ้นกระเงินใหลเวียนมีมากขึ้นเท่าใหร่(กระแสเงินมีทั้งตัวกระดาษและตัวเลข)ราคาข้าวของก็จะสูงขึ้นมากเท่านั้น นี้แหละคือสิ่งที่ค่าเงินเสื่อมได้มีเกิดขึ้นความจริงของคำว่า\"ค่าเงินเสื่อม\"ก็คือปริมาณเงินที่มีเพิ่มขึ้นในท้องตลาดราคาต่างๆถึงได้สูงขึ้น(ราคาของขึ้นไม่ใช่อยู่ที่เงินตราอย่างเดียวแต่อยู่ที่ตัวของดอกเบี้ยและตัวของภาษีด้วย) กือเป้นเพียงอาการเท่านั้น ดังนั้นเงินใหลเวียนในื้องตลาดทั้งหมดเป็นสิ่งมี่ไม่มีค่าอะไรเป็นแค่เหรียญเพียงคู่เดียวที่พลิกกลับไปกลับมา เป็นการหลอกลวงไปมา ในที่ที่กระทรวงการคลังและสำนักงานธนาคารกลางแลกกันไปกันมาเพื่อให้เกิดการเป็นหนี้ขึ้น และก็เป็นกลุ่มของพวกธนาคารที่เพียงแต่แค่พิมพ์ตัวเลขเข้าไปในคอมพิวเตอร์ แค่นั้นเอง ที่เป็นเงินใหลเวียนอยู่ในท้องตลาดของเรามันไม่มีอะไรเลย มันเป็นเพียงตัวเลข มีบางจำนวนที่เพิ่มขึ้นมา(เป้นเงินกระดาษธนบัตร)แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ตัวเลข(ในคอมพิวเตอร์)\nแค่นั้นไม่มีอะไรอีก แต่..ถ้าคุณคิดว่านี้คือเรื่องที่ไร้สาระละก็คุณพร้อมหรือยังที่จะเข้าไปสู่ช่วงที่มืดมัวของระบบเศรฐกิจสมัยใหม่ \nพวกเราทำงานก็เพื่อจะกาเงินที่มีอยู่ในท้องตลาด สิ่งที่มีค่าจริงๆคือเวลาชีวิตคุณ แต่พวกเรากลับเอาไปแลกกับโอกาศที่สูญเปล่าในชีวิตของเรา\nชั่วโมงแล้วชั่งโมงเล่า วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า เพื่อที่จะได้เงินตัวเลข ที่มีใครบางคนพิมพ์มันลงไปในกระดาษหรือพิมพ์มันลงไปในคอมพิวเตอร์ แล้วตัวเลขพวกนั้นเป็นเหมือนกับเลือดเนื้อ เหงื่อไ\n\nล น้ำตา แรงงาน ความคิดและความสามรถของเราพวกเราต่างหากคือผู้ให้เงินตัวเองมีมูลค่า แต่ตรงนี้มีเรื่องตลกที่เจ็บปวด ที่พวกเราทำงานหนัก พวกเราถึงมีเงินเก็บที่เรียกว่าเงินกระดาษดังนั้นพวกเราถึงมีจ่ายให้กับสำนักงานเก็บภาษี ในประเทศสหรัฐอเมรกิกา มะนมีสำนักงานเก็บภาษีไออาร์เอส แล้วพวกเขาเอาเงินไปให้กระทรวงการคลัง ดังนั้นกระกรวงการคลังกึงสามารถจ่ายเงินต้น บวกกับดอกเบี้ยให้กับพันธบัตร(ใบสัญญาหนี้)ที่สำนักงานธนาคารกลางซื้อไปด้วยเช็คใบเดียว ที่ไปเบิกมาจากบัญชีอันหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลยอยู่ในนั้น \n\nเอาละ ลองมาย้อนดูใหม่ในเรื่องนี้เพราะว่านี้คือตรงที่ที่ตัวระบบมันเริ่มขึ้นที่มันปล้นไปจากคุณและผมในระดับภาพรวมใหญ่ เงินภาษีของเราจำนวนมากไไม่ได้เอามาจใช้ให้กับโรงเรียน ให้กับถนน และให้กับบริการต่างๆทางสังคมเลย แต่เป็นการเอาไปจ่ายเป้นดอกเบี้บให้กับพันธบัตนที่สำนักงานกระทรวงการคลัง (ธนาคารนี้เป็นของเอกชนที่ฝังอยู่ในตัวกฎหมาย) ที่ซื้อมันด้วยเช็คใบเดียวที่เอาไปเบิกในบัญชีที่มันไม่อะไรเลยในนั้น สำนักงานธนาคารกลางได้กระทำผิดกฎหมายในการต้มตุ๋นแต่ตรงนี้เป้นความลับที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งในจำนวนทั้งหมด \n\nก่อนที่จะมีการตั้งสำนักงานธนาคารกลางขึ้นมามันไม่เคยต้องไปจายภาษีรายได้ส่วนบุคคลเลย สำนักงานธนาคารกลางถูกตั้งขึ้นในปี 1913 และนั้นเป็นปีเดียวกันเลยที่รัฐธรรมนูญได้ถูกแก้ใขให้มีเรื่องภาษีรายได้เข้ามา คุณคิดว่าเรื่องนี้มันบังเอิญเกินไปไหม ? จงถามตัวคุณเองว่าคุรได้จ่ายภาษีรายได้ส่วนบุคลไปมากเท่าใหร่ในตลอดชีวิตของคุณ มันเป็นเงินจำนวนมากที่ถูกดูดออกไปเงียบๆเข้าไปอยู่ในมือของพวกนั้นที่เป็นเจ้าของระบบใช่ครับ ระบบมันมีเจ้าของ(ไม่ใช่รัฐบาลแต่เป็นเอกชน) พวกเขาเป้นใครถึงได้เป็นองกรณ์ลับที่สุด พวกเราจะได้รู้อีกสักครู่ แต่ก่อนอื่นพวกเราจำเป็นต้องเข้าใจการเสกโอมมะรุกขุกขุย ที่เรียกว่า\"หนี้ท่วมเพดาน\" มันเป็นหนี้ก้อนโตมโหรานเกินกว่าธรรมดา มันเป็นดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับพันธบัตรพวกนั้นและเป้นดอกเบี้ยที่ถึงเวลาจ่าย ของทุกคนของเงินกู้พวกนั้นที่ธนาคารทำมันขึ้นมา นี้หมายถึงมีดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับเงินทุกๆดออล่าที่มีอยู่ในสาธรณะ ขอผมถามคุรหน่อย ถ้าคุณยืมเงินมาหนึ่งดอลล่าที่มันเป็นแบ้งค์ใบแรกที่มีอยู่ในท้องตลาด และนั้นมันเป็นแบงค์ดอลล่าใบเดียวที่มีอยู่ในโลก แต่คุณสัญญาว่าจะจ่ายมันคืนให้พร้อมอับอีกหนึ่งดอลล่าที่เป็นดอกเบี้ย คุณจะไปเอาแบ้งค์ดอลล่าใบที่สองมาจากที่ใหนที่จะมาเป็นค่าดอกเบี้ย ? คำตอบก้คือคุณจะต้องยืมเพิ่มอีกหนึ่งดอลล่า เพื่อให้มันมีขึ้นมา(เพื่อมาจ่ายเป็นค่าดอก)และสัญญาว่าจะจ่ายคืนให้พร้อมค่าดอกเบี้ยมันอีกด้วย ฉะนั้นขั้นตอนมันมีอยู่แค่ 2 ดอลล่าแต่คุณจะเป็นหนี้ 4 และมันก็จะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ในที่สุดมันก็จะไม่มีเงินเพียงพอที่จะมาจ่ายหนี้ได้มันจะมีหนี้ที่สูงกว่าตัวเงินที่ใหลเวียนอยู่ในระบบอยู่เสมอ มันจะสูงกว่าตัวเงินที่มีอยู่ในท้องตลาดที่เอามาจ่ายหนี้ได้ ดังนั้น ระบบทั้งหมดก็จะไปไม่ได้ที่มีขีดจำกัดมันจะถึงจุดจบไม่วันใดก้วันหนึ่ง\n\n มันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารัฐบาลหยุดกู้เงินมาที่จะทำให้งบรายจ่ายเกินดุล ? การชำระหนี้ให้กับตัวธนบัตรการคลังมันจะหยุดลงหรือไม่ ? มันจะเกิดอะไรขึ้นก้าหยุดกู้ยืมเงินและมันจะจมอยู่กับหนี้อย่างนั้นมั๊ย ?การจ่ายหนี้ค่าบ้านและค่ารถยนต์มันจะหยุดลงไหม ? มันไม่หยุดหรอก มันจะต้องมีการมีหนี้ทุกๆเดือนพร้อมดอกเบี้ยในทุกๆดอลล่าที่มีอยู่ใหลเวียนในท้องตลาด และการชำระหนี้เหล่านั้นมันจะไม่หยุด ถ้าเกิดเราหยุดการกู้ยืม มันก็จะไม่มีเงินที่จะต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อมาแทนที่ของเก่า ที่พวกเราไปชำระหนี้พวกนั้น ไม่ว่าคุณชำระหนี้ที่ยืมมา หรือกำลังจ่ายภาษีที่การไปจ่ายให้กับหนี้พันธบัตรสักใบหนึ่งสัดส่วนการชำระหนี้เอาไปจ่ายค่าเงินต้นนั้นมันก็เป้นเพียงแค่ถูกหักลบออกไปในสัดส่วนของหนี้ แต่ตัวหนี้ที่เป้นตัวเงินจะถูกลบออกด้วย(ออกไปจากท้องตลาด ตัวเงินจะไม่มีอยู่ให้เห็น) เงินกระดาษและเงินหนี้ดูเหมือนจะสร้างคุณภาพแต่กลับทำลายคุณภาพ(ของสังคม) เมื่อมันถูกจ่ายเหมาะเจาะตรงกันมันก็จะถูกลบออกไปทั้งคู่ ถ้าพวกเราจ่ายแต่แค่เงินต้นเท่านั้นใบหนี้กู้และธนบัตรทั้งหมดก็จะยังมีอยู่ แต่กระแสเงินในท้องตลาดก้จะหายไปหมด ฉนั้นถ้าเราไม่ได้จมอยู่กับกองหนี้ทุกๆปีดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทังหมดก็จะล้มลงมาอย่าวหมดค่าภายใต้แรงกดของหนี้สินที่จะต้องชำระเหล่านั้น พวกนักการเมืองและนักวิชาการก็จะทำเป็นพูดเกี่ยวกับสมดุลงบประมาณรายจ่ายเพื่อทำให้หนี้สินน้อยลง และอยู่อย่างพอเพียงของพวกเรา พวกเขาไม่เข้าใจเงินหมดค่าเป้นอย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำภายใต้ระบบการเงินปัจจุบันโดยไม่ทำให้เศรฐกิจพังลงมาทั้ระบบ นี้แหละทำไมการพูดทุกครั้งเกี่ยวกับหนี้ท่วมเพดานไม่ใช่แค่เรื่องตลกเท่านั้น มันยังผิดทางอีกด้วย\nเพราะระบบมันถูกออกแบบมาให้ต้องเพิ่มระดับของหนี้ตลอดเวลา เพื่อให้มันเดินต่อไปได้และนั้นคือเหตุผลที่พวกนักการเมืองถึงต้องเตะส่งต่อหนี้ต่อกันไปเรื่อย และหนี้ที่เพิ่มนี้เรียกกันว่า \"หนี้ท่วมเพดาน\"ท่วมแล้วท่วมอีกจนกว่าระบบทั้งหมดจะพังลงมา ภายใต้แรงกดดันของตัวมันเอง พูดได้อีกนัยหนึ่ง พวกเขาไม่ต้องการให้มันเจ๊งลงมาในสมัยของพวกเขา \n\nเหล่าบิดาของแผ่นดินสหรัฐอเมริการู้ตรงนี้ดีถึงอันตรายของระบบการธนาคารกลาง(บิดาหมายถึงเหล่าผู้กู้อิสรภาพให้กับอเมริกา)ถึงได้ต่อสู้เพื่อเป้นอิสระแก่พวกเขาเองจากเรื่องนี้โดยเฉพาะ สงครามการปฎิวัติเริ่มขึ้นมาจากการต่อต้านภาษีตัวหนึ่ง แต่ปัจจับันพวกเราต้องกลับมาจ่ายภาษีกับการขอไห้มีระบบกราเงินชนิดหนึ่ง การได้รับความทุกข์อยากจากการเสื่อมค่าอย่างรุนแรงของเงินดอลล่าคอนติเนนตัล(เป็นเงินที่อังกฤษที่ให้อเมริกาใช้ในยุคแรกๆ) ซึ่งพถูกพิมพ์ขึ้นจากความไม่ใส่ใจในระบบการเงินในช่วงเกิดสงครมปฎิวัติ พวกเขาเข้าใจถึงอันตรายของเงินเฟียตกระดาษและระบบการเงินที่เริ่มต้นด้วยฐานทีมีหนี้ (เงินนี้มีดอกเบี้ยตั้งแต่พิมพ์ออกไปใช้โดยการคิดดิกเบี้ย) ดังนั้นเพื่อป้องกันให้กับรุ่นหลังจากสถาบันหัวขโมยและจากพวกรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นพวกบิดาของแผ่นดินจึงเขียนเข้าไปในรัฐธรรมนูญว่า ทองคำและแร่เงินเท่านั้นที่เป็นเงินได้ \n\nถือเป็นความจริงแท้ ที่คุณจะไม่อนุญาติให้พิมพ์เงินเฟียตขึ้นมา ระบบการเงินปัจจุบันของเราไม่ได้มีอยู่ใรรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่มันยังปล้นอิสรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของเราไปอีกด้วย ที่บรรพบุรุษของพวกเราได้ต่อสู้และตายเพื่อมัน พวกเราทั้งหมดจะรู้สึกได้ถึงการไม่ใส่ใจใสรัฐธรรมนูญเลยในตอนนี้ โดยการบีบคั้นให้มีเงินกระดาษเข้าไปใหลเวียนในสาธารณะ อำนาจกรจับจ่ายของเราก็อ่อนแอลง ค่าเงินเสื่อมจะเกิดขึ้นช้าๆและแฝงด้วยภาษีอย่างเงียบๆที่มีผลมาจากการมีระบบการเงินที่เริ่มต้น(เงินที่พิมพ์ออกมาใช้จะถูกคิดดอกเบี้ยมาด้วย เพราะวามันเป็นของเอกชน รัฐบาลไม่ม่อำนาจพิมพ์) ระบบตัวนี้เป็นทั้งอำนาจและได้ใช้มันเป็นคนแรกก่อนใคร อย่างที่พวกเขาใช้มันซื้อของแล้วมันถึงเข้าไปในกระแส ก่อนที่มันจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พวกเขากำลังขโมยอำนาจในการจับจ่ายจากคุณไปและกำลังโยกย้ายทรัพบ์สินไปให้กับพวกธนาคารและรัฐบาล ทุกๆชั่วโมง ทุกๆวัน เพราะว่าเกิดจากระบบการเงินที่หลอกลวงตัวนี้ และมันไม่ใช่ว่าคนที่อยู่ข้างบนจะไม่รู้เรื่องนี้ ข้ออ้างถึงคำพูดของสำนักงานธนาคารกลาง การลดดำนาจในการจับจ่ายจะเกิดขึ้นได้โดยมีพวกที่ถือตัวเงินอยู่ มันจะได้รับเงินเสื่อมมาจากผู้ที่พิมพ์เงินออกมา \n\nนี้คือการต้มตุ๋น มันคือแผนหลอกล่อได้เร็คเซลล์ มันคือแผนลวงของแชร์ลูกโซ่ มันคือกลอุบายและการโกหก ระบบการเงินของพวกเราทั้งหมดไม่มีอะไรเลยเว้นแต่มันเป็นรูปแบบการขโมยที่ถูกกฎหมาย แต่นี้คือการต้มตุ๋นที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาทั้งหมด สำนักงานธนาคารกลาง มันไม่ใช้รัฐบาลมันมีผู้ถือหุ้น มันไม่มีสำนักงานใดของรัฐบาลที่มีผู้ถือหุ้น\n\nผู้ถือหุ้นคืออะไร ? คือจำนวนเปอร์เซ็นอย่างหนึ่ง ของการร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทดังนั้นผู้ถือหุ้นก็คือเจ้าของบริษัทดังนั้นสำนักงานธนาคารกลางคือบริษัทเอกชนบริษัทหนึ่งที่มี่เจ้าของ และคุณจะหาดูด้วยตัเองได้ ถ้าคุณเข้าไปที่เว็ปไซท์ของสำนักงานธนาคารกลาง(FEDERAL RESERVE.ACT) มันจะมีเขียนเอาไว้ ผู้ถือหุ้นต่างๆจะได้รับเงินปันผลประจำปี จำนวน 6 เปอร้เซ็นต์ เอาละ เรารู้แล้วหุ้นในสำนักงานธนาคารกลางถูกจำหน่ายออกมาในครั้งให้กับพวกธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่เป้นพราะว่ามีการแทรกและค่อยๆ ซึ่มเข้ามาเป็นเวลาหลายสิบปี คุณก็จะไม่สามารถค้นหาว่าใครเป็นเจ้าของหุ้นในสำนักงานธนาคารกลางได้ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา ผมเดาเอาว่าผู้ี่เป็นเจ้าของ น่าจะเป็นพวกที่เริ่มติดต่อกันในครั้งแรก เป็นพวกธนาคารที่สามารถทำกำไรได้ โดยการขายใบหนี้ประเทศของเรา คือพันธบัตรเหล่านนั้น ให้กับสำนักงานธนาคารกลางเป็นผู้ซื้อมันไปด้วยการจ่ายเป็นเช็คมาแค่ใบเดียวที่มันไม่มีอะไรเลย แล้วพวกเราต้องมาจ่ายภาษีและจ่ายเงินต้นพร้อมกับดอกเบี้ยที่มาพร้อมกับดอกเบี้ยที่มาจากพันธบัตรของพวกนั้น ดังนั้นสำนักงานธนาคารกลางถึงมีเงินจ่ายให้พวกธนาคาร 6เปอร์เป็นเงินปันผลได้ \n\nโปรดอย่าเพิ่งตกใจกลัว ถ้าคุณยังไม่เข้าใจพอ กับกาารหลอกลวงของระบบนี้ในตอนแรก มันมีไม่กี่คนเท่านั้นที่เข่้าใจมันถูกทำให้ซับซ้อนอย่างจงใจ นักเศรษฐศาสตร์ นายจอฮ์นเมนาร์ดแคยส์ ได้เขียนไว้ว่า\"ทั้งหมดของเรื่องนี้ รัฐบาลอาจจะทำอย่างเงียบๆกับการเข้ายึดทรัพย์อย่างไม่ให้ประชาชนรู้ตัวและไม่ให้ใครสักคนในจำนวนหนึ่งล้านคนที่จะรู้ว่ามีการขโมยเกิดขึ้น \"\nผมเชื่วสิ่งที่เขียนออกมานี้ถูกต้องที่สุดที่ทำให้ใครๆสามารถจะเข้าใจระบบได้ ที่นึกไม่ถึงว่าเมันซับซ้อนได้อย่างไร ฉะนั้นขอย้อนกลับไปอีกครั้งเพือ่จะแจงให้เห้นมากยิ่งขึ้น\n\nวิธีทำงานของระบบนี้คือ \nขั้นที่ 1รัฐบาลสร้างสัญญาหนี้ขึ้นมาอย่างเต็มใจ พันธบัตรเหล่านี้ไปเพิ่มหนี้ให้กับประเทศชาติของเรา และทำให้สาธารชนต้องติดกับดักที่จะต้องจ่ายหนี้คืน \nขั้นที่ 2 ใบหนี้เหล่านี้ถูกแลกกันไปมาเพื่อสร้างเงินกระดาษขึ้น กระทรวงการคลังขาบพันธบัตรให้กับพวกธนาคาร(พันธบัตรคือใบสัญญาขอกู้เงิน)แล้วพวกธนาคารก็หันเอาใบหนี้ของประเทศ(พันธบัตร)ไปขายให้สำนักงานธนาคารกลางเพื่อทำกำไรซืึ่งเป็นแหล่งที่พวกเขาเป็นเจ้าของแลแล้วสำนักงานธนาคารกลางก้เอาเช็คขึ้นมาเขียนเพื่อจาย ทั่งที่ในบัญชีไม่มีสักสตางค์แดงเดียว เอามาซื้อใบสัญญาหนี้ที่มันเป็นตัวเช็คนี่แหละที่เขียนขึ้นในบัญชีเช็คที่มีแต่เลขศูนย์อยู่เท่านั้น แล้วเค้าก็เอาเช็คนี้ไปให้กับพวกธนาคารแล้วเงินกระดาษก็โผล่ออกมาเพื่อให้มันมีอยู่และแล้วกระบวนการก็เกิดขึ้นซ้ำกันไปกันมาทั้งหมด ผลกระทบของเรื่องนี้ในการสร้างพันธบัตรขึ้นมาที่สำนักงานธนาคารกลาง(Federral Reserve)และเงินกระดาษที่กระทรวงการคลังเป็นเพียงแต่แค่การจัดกรจัดหาตัวเลขมาให้เท่านั้น แล้วกระทรวงการคลังก็เอาตัวเอลขต่างๆไปฝากใส่ไว้ในสำนักงานกระทรวงต่างๆของรัฐบาล แล้วเราก็มาถึง\nขั้นที่ 3 รัฐบาลก็ใช้ตัวเลขที่อยู่บนสัญญานี้ ไปหับงานสาธรณะ โครงการต่างๆทางสังคมและสงครามแล้วพวกข้าราชการ พวกผู้รับเหมา และทหารก็เอาเงินของพวกเขาไปฝากใส่เข้าไปในธนาคาร และเราก็มาถึง\nขั้นที่ 4 เป็นสถานที่ที่ธนาคารคูณเพิ่มตัวเลขขึ้นไปโดยการสร้างตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์ โดยผ่านเรืองของระบบการปล่อยกู้ด้วยเงินสำรองเศษส่วนตรงนี้เป็นจุดที่พวกเขาได้ขโมยฝากของทุกๆคนไป แล้วปล่อยกู้มันออกมา เงินตัวนี้ก็จะกลับเข้ามาเป็นเงินฝากอีกครั้งแล้วการขโมยก็เกิดซ้ำขึ้นอีก ซ้ำขึ้นอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดการขยายตัวของตัวเงิยอย่างสุดเหลือคณานับได้ แล้วเราก็ต้องมาทำงานหนักเพื่อหาเงินตัวเลขเหล่านั้น ซึ่งทำไห้เราเข้ามาสู่\nขั้นที่ 5 เป็นจุดที่เงินตัวเลขของเราถูกเรียกเก็บภาษีพวกเราได้จ่ายภาษีให้กับสรรพกร เป็นผู้ที่เอาเงินตัวเลขของเรา ไปส่งให้กระทรวงการคลัง ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงสามารถจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้กับพันธบัตร(ใบสัญญาเงินกู้)ที่ถูกรับซื้อไโดยสำนักงานธนาคารกลางด้วยเช็คแค่ใบเดียวที่ไม่มีอะไรเลย แล้วเราก็มาถึง\nขั้นที่ 6 อาการหวาดผวาหนี้ท่วมเพดาน ระบบการเงินถูกออกแบบมาเพื่อให้ต้องเพิ่มระดับหนี้อู่ตลอดเวลา แล้วในที่สุดก็จะต้องเจ๊งภายใต้แรงกดของตัวมันเอง\nเพราะว่าพวกนักการเมือง จะเตะส่งต่อการเพิ่มหนี้กันไปเรื่อยๆ พวกเขาไม่ต้องการให้มันมาเจ๊งในสมัยของพวกเขา และขั้นสุดท่าย\nขั้นที่ 7 พวกเจ้าของที่ซ่อนตัว ปัดความเสียหาย พวกธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป้นเจ้าของสำนักงานธนาคารกลาง ธนาคารพวกนี้เอากำไรจากการขายใบหนี้ของประเทศเราให้กับธนาคารกลาง พวกเขาได้กำไร ตอนที่ธนาคารกลางจ่ายดอกเบี้ยให้กับพวกเขากับการถือเงินสำรองเอาไว้ที่ธนาคารกลาง แล้วะนาคารกลางยังจ่ายพวกเขาอีก 6เปอร์เซ็นต์ของเงินปันผลที่เขาเป็นหุ้นส่วนถือหุ้นของธนาคารกลาง ระบบนี้เป็นมารปีศาจโดยเนื้อแท้ มันเป็นท่อส่งทรัพย์สมบัติจากประชาชนคนทำงานไปให้รัฐบาลและไปให้ภาคการธนาคาร มันเป็นต้นเหตุของาการโตขึ้นและการเจ๊งลงที่จงใจทำขึ้นของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ และมันเป็นต้นเหตุของความไม่เท่าเทียมกันอย่างมหาศาลของทรัพย์สินระหว่างคนรวยกับคนทำงานและมันเป็นไปทางเดียวเท่านั้น เพราะว่าพวกเราจะไม่ได้ใช้เงินจริงอีกต่อไป เราใช้แตเงินกระดาษ แต่ที่แย่ทั้งหมดก็ตือ มันเป็นรูปแบบของการเป็นทาส\n\n \"พันะบัตร\"มีรากศัพย์มาจากคำว่า\"ความเป็นทาส\"เมื่อใหร่ก็ตามที่รัฐบาลออกใบพันธบัตรมา(พันธบัตรคือใบสัญญาเป็นหนี้)มันเป็นสัญญที่ทำให้พวกเราต้องจ่ายภาษีในอนาคต ไม่มีใครจะห้ามคุณหรอก ถ้าคุณต้องการจะจ่ายภาษีในวันนี้ สำหรับความเจริญรุ่งเรืองที่พวกเรามีความสุขในตลอดร้อยปีที่ผ้านมาไม่มีใครจะห้ามลูกๆของเราหรอก ถ้าพวกเขาต้องการจะทำงานหนักในอนาคต เพื่อจะมาจ่ายค่าความรุ่งเรืองที่พวกเรามีความสุขกันในวันนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านจอร์จวอชิงตัน เขียนถึงท่านเจมส์เมดิสันไม่มีคนรุ่นใดที่จะได้สิทธิ์ในการทำสัญญาหนี้สินต่างๆมากกว่าในยุคของตัวจะจ่ายใด้ ช่วงระหว่างที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ด้วยการขโมยความเจริญรุ่งเรื่องจากอนาคต เพื่อพวกเราสามารถจะเอามันมาใช้ได้ในวันนี้ เท่ากับพวกเราเป็นทาสของเองและอนาคตของคนรุ่นต่อๆมา\n\nเอาละฟังดูแล้วเหมือนมันจะแย่มาก แต่มันก็ยังมึความหวังที่ดีอยู่ สำหรับพวกคุณคือผูี่อันตรายที่สุดของระบบการเงินที่หลอกลวงนี้ ระบบนี้บนการเป็นอยู่ของผู้ที่ไม่ใส่ใจของการทำงานของมัน ได้โปรดแบ่งปันความรู้เรื่องนี้ให้กับทุกคนที่คุณรู้จัก เพราะการบอกสาธารณชนให้มีความเข้าใจของระบบนี้อย่างแจ่มแจ้งจะช่วยให้อนาคตดีขึ้นสำหรับคนรุ่นหลังที่จะเกิดมา", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1342540827322224658/activity" }, { "type": "Announce", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863/entities/urn:activity:1288831070535421961", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863", "content": "จีนสั่งแบน <a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=Bitcoin\" title=\"#Bitcoin\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#Bitcoin</a> ส่วนทางกับ <a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=Twitter\" title=\"#Twitter\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#Twitter</a> ที่เพิ่งมาประกาศเพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยใช้ <a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=Crypto\" title=\"#Crypto\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#Crypto</a> ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์.", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1288831070535421961", "published": "2021-09-26T11:54:31+00:00", "source": { "content": "จีนสั่งแบน #Bitcoin ส่วนทางกับ #Twitter ที่เพิ่งมาประกาศเพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยใช้ #Crypto ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์.", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1289255412104695824/activity", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863", "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ] }, { "type": "Announce", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863/entities/urn:activity:1289196378664210443", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863", "content": "<br /><a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=Cardano\" title=\"#Cardano\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#Cardano</a> กำลังจะมี Stablecoin ตัวแรกเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้มีการทำธุรกรรมที่ถูกกว่า และทำให้ดำเนินโครงการ DeFi ได้ง่ายขึ้น<br /><a href=\"https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/cardano-stablecoin-783339/91213611-f878-4091-a11b-00c3a95c1d36\" target=\"_blank\">https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/cardano-stablecoin-783339/91213611-f878-4091-a11b-00c3a95c1d36</a>", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1289196378664210443", "published": "2021-09-27T12:06:08+00:00", "source": { "content": "\n#Cardano กำลังจะมี Stablecoin ตัวแรกเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้มีการทำธุรกรรมที่ถูกกว่า และทำให้ดำเนินโครงการ DeFi ได้ง่ายขึ้น\nhttps://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/cardano-stablecoin-783339/91213611-f878-4091-a11b-00c3a95c1d36", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1289255383063334932/activity", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1287632179798478863", "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ] }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287629140576440324", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "ธ.ไทยพาณิชย์ มีมติให้ บ.เอสซีบี เท็นเอกซ์ ตกลงร่วมมือกับบริษัทเครือเจริญโภคภณั ในการจัดตั้งกองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านเหรียญสหรฐั ซึ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีเทคโนโลยีบล็อกเชน Decentralized Finance ( <a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=DEFI\" title=\"#DEFI\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#DEFI</a> )ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกิดใหม่อื่นๆ <a href=\"https://www.minds.com/search?f=top&amp;t=all&amp;q=cryptocurrecy\" title=\"#cryptocurrecy\" class=\"u-url hashtag\" target=\"_blank\">#cryptocurrecy</a>", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1287629140576440324", "published": "2021-09-23T04:18:29+00:00", "source": { "content": "ธ.ไทยพาณิชย์ มีมติให้ บ.เอสซีบี เท็นเอกซ์ ตกลงร่วมมือกับบริษัทเครือเจริญโภคภณั ในการจัดตั้งกองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านเหรียญสหรฐั ซึ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีเทคโนโลยีบล็อกเชน Decentralized Finance ( #DEFI )ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกิดใหม่อื่นๆ #cryptocurrecy", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287629140576440324/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287603765414727686", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "กฎในซอฟต์แวร์ Bitcoin ระบุว่าทุกๆ 210,000 บล็อก รางวัลบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Bitcoin halving<br /><a href=\"https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/issue-763439\" target=\"_blank\">https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/issue-763439</a>", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1287603765414727686", "published": "2021-09-23T02:37:39+00:00", "source": { "content": "กฎในซอฟต์แวร์ Bitcoin ระบุว่าทุกๆ 210,000 บล็อก รางวัลบล็อกจะลดลงครึ่งหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Bitcoin halving\nhttps://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/issue-763439", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287603765414727686/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287467230220521477", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "เว็บไซต์หลอกลวงคืออะไร,เว็บไซต์หลอกลวงทำงานอย่างไร.เว็บไซต์หลอกลวงใช้ประโยชน์จากคุณอย่างไร ? และประเภทของเว็บไซต์หลอกลวง <br /><a href=\"https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/issue-776686/a770741d-fd32-460d-b286-b115d6d5bffd\" target=\"_blank\">https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/issue-776686/a770741d-fd32-460d-b286-b115d6d5bffd</a>", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1287467230220521477", "published": "2021-09-22T17:35:07+00:00", "source": { "content": "เว็บไซต์หลอกลวงคืออะไร,เว็บไซต์หลอกลวงทำงานอย่างไร.เว็บไซต์หลอกลวงใช้ประโยชน์จากคุณอย่างไร ? และประเภทของเว็บไซต์หลอกลวง \nhttps://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/issue-776686/a770741d-fd32-460d-b286-b115d6d5bffd", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287467230220521477/activity" }, { "type": "Create", "actor": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "object": { "type": "Note", "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287227043708145681", "attributedTo": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040", "content": "ทุกคนสามารถแยกเหรียญเพื่อสร้างเหรียญใหม่ได้ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโอเพ่นซอร์ส แต่พูดง่ายกว่าทำ เนื่องจากข้อกำหนดทางเทคนิคในการเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์บล็อกเชน <br /><a href=\"https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/fork-blockchain-763317\" target=\"_blank\">https://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/fork-blockchain-763317</a>", "to": [ "https://www.w3.org/ns/activitystreams#Public" ], "cc": [ "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/followers" ], "tag": [], "url": "https://www.minds.com/newsfeed/1287227043708145681", "published": "2021-09-22T01:40:42+00:00", "source": { "content": "ทุกคนสามารถแยกเหรียญเพื่อสร้างเหรียญใหม่ได้ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่เป็นโอเพ่นซอร์ส แต่พูดง่ายกว่าทำ เนื่องจากข้อกำหนดทางเทคนิคในการเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์บล็อกเชน \nhttps://www.getrevue.co/profile/TheCrosspost/issues/fork-blockchain-763317", "mediaType": "text/plain" } }, "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/entities/urn:activity:1287227043708145681/activity" } ], "id": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/outbox", "partOf": "https://www.minds.com/api/activitypub/users/1111206738192769040/outboxoutbox" }